02-009-1172, 094-916-1644, 094-661-9626 @york-institute

Blogs

(ตอน 2) ใครอยากไปเรียนออสฯ พลาดไม่ได้เลยค่ะ live สดจากออสเตรเลีย กับน้องนัท (บัณฑิตเกียรตินิยมเหรียญทอง)


(ต่อจากตอน 1)

Nutty: 10-12 คนประมาณนี้เพราะว่ามันเหมือนคุณต้องสอบให้ผ่านก่อนถ้าสอบไม่ผ่านก็ไม่สามารถมาเรียนคอร์สนี้ได้ ตอนที่หนูเข้ามาเรียนก็เลยประมาณ 10 กว่าคน แล้ว 10 กว่าคนนั้นเหมือนทุกคนก็สนิทกันด้วยเพราะว่ามันเป็นคลาสเล็กๆ อ่ะค่ะแล้วก็จะมีเพื่อนที่แบบว่ามาจาก General English เรียนด้วยกันขึ้นมาเรียนด้วย เพราะฉะนั้นมันก็เหมือนเราก็ได้ฝึกภาษาอังกฤาด้วยกัน แล้วเหมือนสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าพัฒนาได้เร็วกว่าเดิมอีกก็คือเราเรียนหนังสือเหมือนที่เราเรียนใน General English ปกติแต่ว่าเรียนเป็น 2 บทต่อ weeks แต่เราจะต้องฝึกข้อสอบด้วยตัวเราเองในแต่ละ week เพราะทุก week จะมีการทำข้อสอบ บางทีก็จะเป็นอังคาร บางทีก็จะเป็นวันพุธมานั่งทำข้อสอบ แล้วก็บางวันก็จะเป็น writing reading บางวันก็จะเป็น listening speaking

Nutty: แล้วข้อสอบ Cambridge ดีเทลนี้ก็ตามหาเอาได้ใน Youtube ได้เลยค่ะก็จะเป็นเหมือนฝึกด้วยตัวเองแต่เขาจะสอนสิ่งต่างๆ ที่เราควรรู้หรือ Tenses ต่างๆ ที่เราอาจจะลืมเราอาจจะพลาดหรือว่าการพูดในวลีต่างๆ Tenses ต่างๆ ที่ Native speaker พุดกันอ่ะค่ะแต่ว่าปกติถ้าเราเรียนแค่ General English เราก็อาจจะไม่ได้มารู้ถึงตรงนี้แล้ว คือน่าเสียดายตรงที่คอร์สหนูอ่ะมันหมดก่อนที่หนูจะไปเรียน CAE

เพราะว่าตอนหลังอ่ะที่หนูเรียน Cambridge มาตลอดก่อนที่จะจบ 6 เดือนของหนูอ่ะค่ะแต่ว่าก่อนที่จะจบ 6 เดือนเนี่ยมันมี 3 weeks ที่หนูสอบผ่านหนูเรียน FCE มาประมาณ 3 คอร์สก็คือหนังสือ 3 เล่ม 3 คอร์ส แล้วก็จะมีคอร์สท้ายที่หนูไปเรียนเป็น Online เพราะว่า Covid แต่สำหรับหนูไม่ได้ว่ามันแย่นะคะแต่มันอาจจะรู้สึกว่าเราไม่ได้อะไรที่มันคุ้มค่ากับเงินเราเท่าตอนที่เราเข้าไปเรียนแบบในคลาสจริงๆ แล้วก็ได้ไปเรียนในสถานที่นั้นจริงๆ

แต่อย่างน้อยอ่ะตอนหลังหนูก็ยังมาคิดว่ามันก็ยังได้เรียนอย่างน้อยมันก็ยังได้พัฒนาขึ้น มันก็ยังฝึกเหมือนเดิม เราก็ยังฝึกข้อสอบ คุยกับเพื่อนมานั่งฝึกกับเพื่อนมี Zoom session อาจารย์ก็ยังสอนเขียน Online ให้เราต่างๆ เหมือนเดิมแค่มันอาจจะเปลี่ยนไปตรงที่แรกๆ เราจะมีความรู้สึกว่ามันน่าเบื่อจัง ทำไมมัน Online มันไม่ได้ไปเจอคนมันไม่ได้ออกไปแบบเออ Hi you แต่ว่ามันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นหลังๆ หนูก็รู้สึกว่าเออมันก็ดีนะมันก็ไม่ได้บั่นทอนการเรียนของเราลงไปอะไรอย่างนี้

แล้วทีนี้มันเหมือน  3 weeks สุดท้ายตอนที่หนูสอบผ่านแล้วเรียนจบ 3 เล่ม คือจริงๆ หนูสอบผ่านบางสกิลในแต่ละช่วงของแต่ละเล่มมาแล้ว แต่ว่าตอนที่หนูต้องการ Over all เลยอ่ะบางสกิลหนูยังต่ำอยู่อย่างบางสกิลก็พุ่งไป 70, 80% แต่ว่าบางสกิลมันยังอยู่ที่แบบ 50 คือจริงๆ มันเริ่มมาตั้งแต่ 30% เลยค่ะแต่มันก็ยังติดอยู่ที่ 50% บางรอบข้อสอบยากก็ 40 อะไรอย่างนี้ก้เลยยังไม่ผ่านสักทีจนมาเล่มที่ 3 ก้คือเล่มสุดท้าย แล้วโชคดีที่มันผ่านหมดเลยตั้งแต่สอบครั้งแรก ก็เลยคุยกับอาจารย์ว่าขอไปเรียน CAE ได้มั้ยแต่ว่าเหมือนหนูโชคร้ายหน่อยนึงคุยกันยังไงไม่รู้อาจารย์บอกว่ายูเรียน FCE ไปก่อนละกันนะเหมือนคนที่ CAE มันก็เยอะด้วยอะไรอย่างนี้ค่ะ ก็เลยยังไม่ได้ไปสัมผัส CAE ว่ามันเป็นยังไง

แต่ตอนที่จบออกที่หนูบอกภาษาอังกฤษหนูแย่ตอนคะแนนสอบแรกตอนที่จบ FCE ก็คือ A A A A ออกมาในแผงเลยคือคะแนนก็เปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือเลยแบบ 70% 80% อะไรอย่างนี้บางอัน Speaking รอบนึงก็เคยได้สูงเลยเหมือนกันก็เปลี่ยนไปเยอะจริงๆ มันไม่ใช่แค่ว่าตอนที่เข้าไปแล้วภาษาอังกฤษตอน Speaking ได้ดีแล้วกลายเป็นว่าเราไม่ได้พัฒนาตัว Speaking คือตัว Speaking นี่เองก็บอกได้ว่าพัฒนาขึ้นไปเหมือนกันแล้วก็ตัว Reading กับ Writing ที่เคยบอกว่าเป็นปัญหามากๆ ช่วงแรกๆ หนูไม่รู้กระทั่งว่าเราควรเขียนอีเมลล์ภาษาอังกฤษแบบไหนเพราะว่าเวลาที่เราไปดูฟอร์มไรงี้ เราก็รู้ว่าเราดูฟอร์มได้นะเราใช้ Google Translate ได้นะแต่พอถึงเวลาจะคิดจริงๆ ว่าแบบเห้ย ถ้าเราไม่ใช้ Google Translate เราจะเขียนยังไงวันแรกๆ ที่หนูมาหนูไม่รู้เลยค่ะหนูยอมรับว่าหนูไม่รู้จริงๆ

แต่พอหลังจากจบ Cambridge แล้วก็เรียนกับ TAFE มาตอนนี้หนูสามารถเขียนอะไรต่างๆ ทั้งอีเมล์ ทั้ง Formal Informal แล้วก็เขียนอาร์ติเคอร์ เขียนรีวิว อันนี้รีวิวเซอร์ไพรส์ตัวเองมาก เพราะว่าเกิดมาไม่เคยเขียนรีวิว รีวิวภาษาไทยก็ไม่เคยเขียนมันก็จะมี เทคนิคต่างๆให้แบบว่าเรียนรู้ ซึ่งส่วนตัวประทับใจกับเรื่องการเขียนมากเพราะว่าการเขียนเป็นปัญหาหลักของเด็กไทยหลายคน ซึ่งหนูก็เป็นหนึ่งในนั้นซึ่งหลังจากนั้นก็พัฒนามาได้แล้วก็ผ่านไปได้รู้สึกประทับใจกับ TAFE มากๆ ในคอร์สนี้แล้วก็อีกอันนึงที่หนูติดไว้ก็คือ EAP มันจะเป็นอีกทางแยกนึงที่คุณสามารถเรียนอันนี้เพื่อที่จะไปต่อ Pathway ในการเรียน Diploma หรือว่าจะเอาไปเข้ามหาวิทยาลัยสำหรับคนที่จะเรียนปริญญาตรีนะคะเพราะปริญโทใช้ EAP ไม่ได้ ปริญญาโทต้องใช้ IELTS กับ Cambridge เท่านั้น

Nutty: แล้วก็อย่างที่บอกเกณฑ์มันก็จะสูงกว่า EAP นี้ก็ถามครูมาเหมือนกัน ครูก็พูดคร่าว ๆ ว่ามันเอาไปต่อปริญญาตรี หนูเลยตัดช้อยส์ออกเลย เพราะว่าหนูไม่ต้องการแล้ว หนูก็เลยถามว่าแล้วมันเป็นยังไงถ้าเทียบกับ IELTS ครูก็บอกว่าประมาณ 5.5 ถ้า you ผ่าน EAP มันก็เป็นเกณฑ์ของคนที่ต้องการเรียนปริญญาตรีกับที่ออส อะไรอย่างงี้ค่ะ แล้ว EAP ก็จะไปฝึกใน skill ที่เป็นของมหาวิทยาลัย ที่เป็น presentation, ทำรายงาน Report, Research ต่าง ๆ อะไรแบบนี้เพราะว่าหนูเคยไปช่วยเพื่อทำรายงาน report อะไรแบบนี้ อันนี้หนูบอกเป็น Trick นะ บางทีก็มีคนทำแบบรับจ้างทำการบ้าน ได้ตังค์เหมือนกันนะ J

York: รับเหมือนกันใช่ป่ะ

Nutty: ใช่ๆ อันนี้ก็ได้เงินเหมือนกัน J เป็นรายได้ช่วงนึงที่ต้องหาเลี้ยงตัวเอง ก็จะประมาณนี้ค่ะ สำหรับ TAFE ของหนู

York: ก็ถือว่าโอเคนะ เพราะว่าคนไทยส่วนใหญ่จะไม่ค่อยรู้จักว่า Cambridge คืออะไร แล้วเรียนทำอะไร เรียนเพื่ออะไร แต่จริงๆ แล้วก็มันพัฒนาได้เยอะเหมือนกัน

Nutty: จริง ค่อนข้าง Surprise ไม่นึกเหมือนกัน เพราะตอนแรกพี่เกลก็บอกว่า โอเคถ้าอยากทำ IELTS ไปเลย หนูว่าทุกคนมีสไตล์เป็นของตัวเอง เพราะฉะนั้นตอนนี้ไปถึงพอทำข้อสอบอะไรเสร็จแล้วขอเค้าลองเลย หนูว่าทุกโรงเรียนน่าจะอนุญาตให้เราไปลอง อย่างน้อยลองเรียนทุกอย่าง อย่างละ week หลังจากนั้นเราจะรู้ว่าเราอยากเรียนอะไร แบบไหนพัฒนาได้มากกว่า น่าจะเป็นทางออกที่ดี สำหรับทุกๆ คนมากกว่า เพราะถ้าไม่ได้ลองทำก็จะไม่รู้ว่าอะไรเหมาะกับเรา ถูกไหม

York: ใช่ แล้วนัทอยู่ที่นั่น นัทมีวิธีการฝึกภาษาอย่างไรบ้างคะตอนอยู่ที่ออส นอกจากเราไปเรียนในห้องเรียนอย่างงี้น่ะค่ะ

Nutty: ก็เอาจริงๆ ถ้าทุกคนหวังจะมาพัฒนาอังกฤษในห้องเรียน หนูมองว่ามันยังไม่พอ เพราะว่าวันๆ นึง อย่างโรงเรียนที่หนูเรียนอาจจะได้เรียนเยอะหน่อยนะคะTAFE ให้เรียนประมาณ 8.30 – 12.30 มีเบรคแค่ 5-10 นาที อะไรอย่างงี้ บางทีอาจจะเรียนแค่ 2 ชั่วโมงต่อวัน มันอาจจะตอบโจทย์กับคนที่อยากทำงานเยอะ ๆ มันก็จะเป็นอีกทางเลือกนึงของคนที่อยากทำงานเยอะ ๆ

แต่สำหรับหนู หนูอาจจะพัฒนาภาษาอังกฤษมาก ๆ หนูก็เลยเลือกเรียนเยอะ ๆ แต่มันก็ไม่พอของจันทร์-ศุกร์ที่จะพัฒนาภาษาอังกฤษได้มากพอ หนูโชคดีที่พี่เกลแนะนำที่พักให้เป็น student accommodation ซึ่งที่นั่นมันห่างจาก TAFE แค่ 1 นาทีเดิน อยู่ตรงข้ามกันเลย ที่หนูขอพี่เกลไปว่าพี่เกลช่วยหนูหน่อย ช่วยหาที่พักให้หน่อย เพราะตอนนั้นมันฉุกละหุกนิดนึงด้วย แล้วก็ไม่อยากออกไป

คือพี่เกลจะให้ option มาด้วยว่าน้องๆ หลายๆ คนอาจจะคิดว่าไปพักแบบไหนดีนะ อย่างแรกเลย พี่บอกว่าไปพักกับโฮสไหม เดือนนึง สองเดือน อย่างน้อยเราก็ได้พูดกับเค้าทุกวันนะ คือเหมือนอย่างน้องเรามีพ่อแม่อีกคนนึงที่นั่นแล้วก็ดูแลเรา แล้วก็พูดกับเค้า อันนั้นก็อาจจะเป็นทางเลือกนึงที่ค่อนข้างจะมีประโยชน์ แต่สำหรับหนู หนูไม่สามารถเคลมได้ทั้งหมดนะ แต่อันนี้เล่าจากประสบการณ์ของเพื่อนหนูที่ย้ายมา student accommodation เค้าบอกว่า เค้าไปเจอโฮสที่ไม่ค่อยโอเคปล่อยปละละเลยเค้านิดนึง ก็แค่ดูแลเค้าให้เค้ามีที่พักมีที่อยู่ แล้วก็มีของกิน ของกินออสน่ะค่ะ คือแบบ Vegemite น่ะพี่ แต่คืออยากแนะนำให้ลองมากินดูนะคะ ถ้ามาถึงที่ออส Vegemite คือแบบน่ากลัวมากอ่ะ แต่ไม่ลองก็ไม่ถึงนะ แต่ว่าตอนนี้ความคิดของหนูกับ Vegemite เปลี่ยนไปเยอะแระ อร่อยขึ้นเยอะเลย

York: มันคืออะไรอ่ะ

Nutty: พี่มันคือมันเหมือนแยมอ่ะ แต่ว่ารสชาติมัน…. J แล้วคือหนูก็ไม่รู้ว่ามันต้องกินยังไง เพื่อนก็บอกว่ากินเลยๆ เนี้ยของออสเตรเลียนะ ต้องลองๆ หนูก็บอกโอเคได้ แล้วหนูก็ปาดลงไปบนโทสต์น่ะพี่เยอะมาก ด้วยความที่ของออสเตรเลียมาวันแรก ก็ลอง แล้วคือแบบ You กินอะไรแบบนี้กันเหรอ คือมันฟีลแบบของจากพระเจ้าน่ะพี่ แบบสวรรค์ หนูแบบ กินอะไรแบบนี้กันเหรอ หนูก็บอกขอโทษนะกินไม่ได้จริงๆ หลังจากนั้นเพื่อนหนูก็โชว์ให้ดูว่ากินยังไง คือเค้าจะปาดบางๆ แล้วก็วางชีส แต่จริงๆ เค้าก็ปาดบางกว่าหนูนิดหน่อย เค้าก็ปาดให้หนูบางๆ แล้วก็วางชีส แล้วก็อบอีกที หลังจากนั้นก็เริ่มอร่อยขึ้นเรื่อยๆ น่าจะปรับตัวได้ด้วยแหละพี่

โอเค กลับมาๆ ที่เรื่องที่พักดีกว่า คือหลังจากนั้นเพื่อนหนูก็บอกว่าเค้าแค่ดูแลเป็นหน้าที่อย่างงี้ และเพื่อนหนูบางคนก็โชคดีเจอโฮสที่น่ารักมากๆ เพราะบางคือโฮสมีกลับบ้านมาสอนภาษาอังกฤษให้ด้วย บางคนเจอแบบนั้นเลยค่ะ โฮสใจดีมากๆ บางทีพาออกไปเลี้ยงข้าวมื้อหรูเลยก็มี บางบ้านก็อยากได้คนจากชาติอื่นมาแลกเปลี่ยน culture กับลูกเค้า บางคนก็แบบอยากได้เด็กจากชาติอื่นมาแลกเปลี่ยนมาอยู่ด้วยกันมาใช้ชีวิตเรียนรู้ซึ่งกันและกัน แต่มัน random มากๆ ในเรื่องของโฮส และหนูก็อ่านรีวิวมาก่อนหน้านี้ด้วย มันก็ประมาณนี้จริงๆ ก็แล้วแต่ว่าเราจะไปเจอแบบไหน

และพี่เกลก็ให้ช้อยส์มาอีกว่า หรือว่าจะลองไปอยู่แบบที่เค้าแชร์ๆ กัน แบบนั้นคือตอบโจทย์กับหลายๆ คนที่ต้องการจะ save cost มาก ๆ แล้วก็มาเพื่อแบบ ต้องบอกตรงๆ ว่าบางคนมาเพื่อหางาน สะสมรายได้ต่างๆ แบบนั้นอาจจะเป็นประโยชน์ต่อทุกๆ คนที่อยาก save cost ค่าที่พัก เพราะว่า renting ที่ออสเตรเลียแพงมากๆ จริงๆ ค่ะ แล้วก็จ่ายเป็น week ด้วย จ่ายเร็วด้วย จ่ายเยอะด้วย หนูว่าค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ของหนูไปลงกับค่าที่พักมากๆ เพราะว่าถ้าคุณเอาไปแชร์คนไทยด้วยกัน หรือคนที่แชร์ flat mate 150 เหรียญ 140 เหรียญ 120 เหรียญ แล้วแต่ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเราก็จะไม่รู้ในเรื่องความสะอาด เพื่อนจะเป็นยังไง ชาติไหนมา เราไม่รู้เลย แล้วก็จะอยู่กันหลายคนมากๆ มันก็ไม่ใช่หนูอีก มันก็ไม่ตอบโจทย์ตัวเอง

พี่เกลก็เลยแนะนำมาอีกอันนึง อันนั้นมาแบบ final เลย ก็คือ Student Accommodation ที่หนูบอกไป พี่เกลแนะนำ Atira มา ซึ่งโชคดีตรงที่ว่าจากการที่หนูเปรียบเทียบของ นี่หลังจากมาถึงแล้วนะคะ พอหนูมาดูจริงๆ student accommodation ของ Atira ค่อนข้างเป็นอันที่ดีที่สุดใน Brisbane หนูไม่ได้สปอนเซอร์จากเค้านะ หนูพูดจริงๆ ว่าต่อให้ถามเพื่อนหนูที่อยู่ที่เดียวกัน หรือต่างหอ คือหนูค่อนข้างที่จะ friendly มาก หนูก็ชอบไปเจอเพื่อนทั้งหอเดียวกันและต่างหอด้วย ไปกิจกรรมต่างหอกับเค้าด้วย

แล้วก็เหมือนไปได้รู้มาว่าแบบกิจกรรมมันเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ในการฝึกภาษาของตัวเอง เพราะว่าหนู เพื่อนใน student accommodation ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กจาก university ก็มี UQ, QUT, Griffith จะเป็น 3 U ดังๆ ที่อยู่ใน Brisbane แระ ซึ่งเพื่อนหนูที่อยู่ใน student accommodation ด้วยกันน่ะ หนูพูดได้ว่า 95% เพื่อนมาจาก university หมดเลย เด็กที่มาเรียน U ส่วนใหญ่อย่างแรกออสซี่เลย เจอออสซี่แบบเพราะว่าหนูเจอเพื่อนคนไทยหลายคนบอกว่าอยู่มาตั้งนานยังไม่เจอออสซี่เลย J หนูมีความรู้สึกว่า Brisbane คนเอเชียก็ค่อนข้างเยอะนะคะ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น หนูเจอเยอะมาก แต่ก็ไม่ได้เยอะเท่ากับตอนแรกที่หนูคาดไว้

เพราะว่าเหมือนหนูเอาตัวเอง คือ tip ในการเรียนภาษาอังกฤษของหนูอย่างนึงคือเอาตัวเองเข้าไปอยู่กับคนที่เค้าใช้ภาษาอังกฤษกันพวก Native speaker ต่างๆ หรือว่าเพื่อนที่เค้าไม่ได้พูดภาษาแบบที่แบบว่า หนูจะพูดอย่างงั้นเลยก็ไม่ได้ บาvงคนที่เป็นคนจีนเค้าก็ใช้ภาษาอังกฤษกันอยู่ เวลาที่เราไปเจอคนเอเชีย ญี่ปุ่น จีน เกาหลี บางทีเค้าจะจับกลุ่ม หรือว่าคนไทยก็ตามนะคะ เค้าจะค่อนข้างจับกลุ่มกับคนชาติเดียวกันแล้วก็คุยกันในภาษาเดียวกัน ก็คือภาษาเดิม ภาษา origin ที่ตัวเองแบบใช้ จีนก็จีน ญี่ปุ่นก็ญี่ปุ่น ไทยก็ไทย แล้วถึงเวลาที่เราไปนั่งด้วย เราก็ฟังเค้าพูดภาษาตัวเอง เราก็ไม่ได้ทำให้เราได้ฟังภาษาอังกฤษมากขึ้นอะไรงี้

หนูก็เลยตั้งใจตั้งแต่เรกเลยว่า ตอนที่หนูไปถึง หนูต้องพยายามดึงตัวเองเข้าไปหาสังคมของเพื่อนที่เค้าพูดภาษาอังกฤษกันให้ได้มากที่สุดเพราะว่ามันจะทำให้หนูพัฒนาภาษาอังกฤษได้มากยิ่งขึ้น อย่างน้อยก็อยู่ในประเทศที่เค้าพูดภาษาอังกฤษแล้วอ่ะ หนูก็ไม่น่าจะต้องแบบ คือหนูกลับบ้านไปพูดภาษาไทยอีกรอบก็ได้ หรือไม่ก็พ่อแม่หนูก็ยังโทรหาหนูอยู่ตลอด เพื่อนหนูก็ยังโทรหาหนูอยู่ตลอด หนูก็ยังใช้ภาษาไทยได้นะ ซึ่งเพื่อนคนไทยที่อยู่ที่นี่ หนูก็มีเพื่อนคนไทยที่อยู่ที่นี่ด้วยนะคะ ถ้าหนูรู้จักเค้าหนูก็จะพยายามดึงเค้า เฮ้ย นี่มา hang out กับเพื่อนต่างชาติฉันสิอะไรงี้ แบบอย่างน้อยก็ได้ฝึกภาษานะ ซึ่งมันเป็นอะไรที่พูดได้ว่ามันพัฒนาได้เร็วมากจริงๆ

โชคดีที่คือเพื่อนออสซี่ เพื่อนแคนาดา เพื่อนอเมริกา เพื่อนมาจากลอนดอน สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรเลีย หรือยุโรป คือทุกคนไม่มีปัญหากับ accent , pronunciation ที่หนูพูดออกไปเลย แรกๆ ทุกคนก็พูดเป็นเสียงเดียวกันหมดเลยว่า youพูดอะไร youอธิบายสิ ฟังไม่รู้เรื่อง แต่ก็คือเค้าจะพูดในมุมที่เป็นแบบ polite way น่ะค่ะ ค่อนข้างสุภาพ แบบอธิบายหน่อยได้ไหม ไม่ค่อยเข้าใจเลยนะ อะไรแบบนี้ แล้วก็อธิบายหน่อย ซึ่งเค้าค่อนข้างใจเย็นกับหนูมากและเค้าก็รู้ว่าหนูมาเรียนภาษาอังกฤษ เพราะฉะนั้นทุกคนไม่ได้คาดหวังว่าหนูจะมาแบบพูดเป็น native speaker อะไรงี้ แล้วทุกคนก็ใจดีมากๆ

อย่างหนูบอกไปว่าหนูเรียน Cambridge เพราะฉะนั้นหนูจะต้องมีสอบทุก week ฟังพูดอ่านเขียน เรื่องอ่านมันเป็นอะไรที่ต้องฝึกด้วยตัวเองน่ะค่ะ มันต้องฝึกอ่านเองทุกวัน อ่านหนังสือนู้นนี่นั่น ซึ่งเพื่อนหนูก็ยังใจดีไปหาหนังสือหาบทความอะไรที่มัน สิ่งที่คนเรียนภาษาส่วนใหญ่พวก native speaker เค้าจะเรียนกันตอบประถม อะไรอย่างงี้ค่ะ มัธยม อะไรแบบนี้เลยแหละ ซึ่งบางอันก็ประถมเลย แบบนี่ฉันเรียนตอนประถมนะ อ่อใช่ ฉันก็ต้องมานั่งเรียนใหม่นี่แหละ เหมือนเราเป็นเพื่อนกันมันก็เลยพูดได้ ต่อให้ you มานั่งเรียนภาษาฉัน you ก็ต้องมานั่งเรียนเหมือนฉันตอนอนุบาลแหละ เค้าก็ค่อนข้างใจดี

อย่างเรื่องของการพูด แน่นอนว่าพูดกับเพื่อนต่างชาติทุกวันมันจะพัฒนาได้ดีกว่าที่เราพูดในคาบเรียน มาอยู่ที่ student accommodation หนูก็พูดกับเพื่อนทุกวัน เพราะว่าเราจะมีกิจกรรมร่วมกันคือมันก็จะมี activity ที่ต้องทำร่วมกันในหอ ทุกๆ week นี่มีไม่ต่ำกว่า 4 ครั้งนะ ซึ่งหนูโชคดีที่มาอยู่กับ Atira เพราะ Atira ทำกิจกรรมได้ดีที่สุด ในบรรดาหอทั้งหมด เพราะหออื่นๆ กิจกรรมเด็กไม่ได้มาเข้าร่วมเท่ากับ Atira แล้วก็อย่าง หนูไม่ควรพูดแบรนด์เดี๋ยวเข้าจะเซ็นเซอร์ เอาเป็นว่า หอที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลกันมาก กิจกรรมไม่ได้ดีขนาดนั้น ซึ่งเทียบกับเงินที่หนูจ่ายไป

ซึ่งตอนแรกที่หนูมาถึงที่พี่เกลหามาให้ก็คือ 195 เหรียญ หนูจ่าย 195 เหรียญแต่หนูได้ฝึกภาษาก็คือเกือบทั้งวันเลยอ่ะพี่ ฝึกกับที่โรงเรียนออกมาตอนเย็นฝึกกับเพื่อนที่หอตอนกลางคืนก็ยังมีไปดูหนังด้วยกันบ้าง ไปเที่ยวด้วยกันบ้าง ก็คือฝึกทั้ง 24 ชั่วโมง แน่นอนว่าพูดได้ ฟังมันก็ต้องได้มาด้วย

ก็คือฟังอยู่กับพวกเค้าทุกวันแล้วคือสิ่งที่พัฒนาเร็วจริงๆ การฟัง แรกๆ ก็ฟัง งงๆ คือเค้าค่อนข้างพูดเร็วในความคิดเราตอนแรกๆ มากๆ ว่าแบบพูดอะไร พูดอีกรอบได้ไหม คือหนูไม่อายที่จะถามว่า you repeat again พูดอีกรอบได้ไหม หรืออธิบายฉันฟังหน่อย ฉันไม่เข้าใจศัพท์คำนี้แปลว่าอะไร ซึ่งบางทีต่างชาติเค้าก็จะใช้แสลง บางทีก็ใช้ idiom มาเลย คือที่หนูรู้จักมันก็แค่ piece of cake เองพี่ คือต่อให้เค้าเรียนมาเราก็จำไม่ได้ป่ะพี่ ก็จำได้แค่ piece of cake เรื่องง่ายๆ อะไรแบบนี้ มันก็จะไม่ได้จำได้เยอะอะไรขนาดนั้น แต่มาอยู่กับเพื่อนบางทีมาจากต่างชาติบางทีเค้าก็จะมีภาษาอังกฤษของตัวเองใช่ป่ะค่ะ เราก็จะไปเรียนแสลงเรียนต่างๆ ที่เป็น idiom ด้วยของชาติเค้า ของแต่ละชาติ อะไรงี้

ซึ่งพอเราฟังเค้าพูดบ่อยๆ การฟังสำคัญมากเลย ซึ่งเราจะจำ pattern ที่ควรพูดมันเป็นยังไง แล้วเราจะพูดออกมาเป็นธรรมชาติเลยพี่ว่ามันจะพูดยังไง เราจะพูดภาษาอังกฤษแบบเหมือนที่เค้าพูดเลย มันจะเหมือนกันเลย ต่อให้ accent ไม่ได้เหมือนกันมากนะ แต่อย่างน้อย pronunciation  คือสำคัญที่สุด ไม่มีใครแคร์ว่าคุณจะพูด accent อะไร แต่เค้าจะฟังคุณไม่รู้เรื่องเมื่อคุณออก pronunciation ผิด

เพราะฉะนั้นเวลาที่ฟังเพื่อนมากๆ ทำให้พูดออกมาได้ถูกต้อง แล้วทีนี้เพื่อนใจดีมากๆ เวลาที่นั่งทำข้อสอบน่ะค่ะ อย่างน้อย Cambridge มันจะมี 2-3 คนที่จะมานั่งทำข้อสอบด้วยกันที่จะมา debate กัน เพื่อนก็จะ พวกที่เป็น native ที่หอก็จะมานั่งฟังให้ว่าพูดเป็นอย่างไง ปรับตรงไหน เปลี่ยนประโยคตรงไหนบ้าง อันนี้คือข้อดีอีกอย่างของเพื่อนแล้วนะ แล้วทีนี่เรื่องของการเขียน เพื่อนก็ใจดีอีก หนูก็แบบมีงานเขียนอย่างน้อยคือ 2 paper ต่อ week แล้วอ่ะ หนูก็จะแบบ เฮ้ย ตรวจให้หน่อยได้ไหมอ่ะ มีงานเขียนอ่ะนะ คือช่วงแรกๆ เพื่อนหนูก็บอกว่า เออนี่ แบบเค้าจะเกรงใจมากเลยพี่ แต่หนูรู้ว่างานเขียนของหนูแย่จริง ตอนหลังเค้าก็มาบอกหนูว่าเออนี่ you รู้ไหมว่าภาษาอังกฤษดีขึ้นมากๆ จากการพูดฉันฟัง you รู้เรื่องแล้ว และก็ you เหมือนฟังฉันเข้าใจด้วยนะ แล้วก็เหมือนกับว่าตอนแรกที่หนูเขียนน่ะพี่เหมือนเด็กอนุบาลของพวกต่างชาติเค้าเลยน่ะพี่คือแบบ

อย่างที่หนูบอกตอนแรกว่าคนไทยเราไม่รู้เราจะเขียนอะไรดี เพราะอย่างแรกคือเราไม่ได้มีคลังคำศัพท์ในหัวเราเยอะเราก็จะเปิด google เปิด dictionary อันนี้คือทางที่ถูกนะคะ อย่างน้อยคือเปิด dictionary ถ้าเราไม่รู้ศัพท์เราก็ต้องเปิด ตอนที่พยายาม แรกๆ พยายามไม่เปิดเลย ไม่เปิดอะไร และก็พยายามคิดว่า คือพี่บางครั้งคือเราเรียนมาเราก็รู้ศัพท์เยอะกว่าที่เราคิดแต่เราไม่เคยใช้มันก็ดึงออกมาไม่ได้ พอมันบ่อยๆ มันก็ดึงออกมาได้ เอ้ย คำยากเหมือนกันนะแต่เรารู้ จนบางครั้งพอหลังๆ เขียนไปเรื่อยๆ ก็ให้เพื่อนที่หอตรวจให้อะไรงี้ คือพวกเขาเรียนก็จริงแต่พวกเขาก็มีเวลาว่างเหมือนกัน คือก็จะมานั่งตรวจให้ ก็จะเปลี่ยนคนไปเรื่อยๆ งี้ แล้วก็วนกลับมาใหม่

อ่านบทสัมภาษณ์ตอน 3 ต่อได้ที่ link ด้านล่างนี้เลยนะคะ

(ตอน 3) ใครอยากไปเรียนออสฯ พลาดไม่ได้เลยค่ะ live สดจากออสเตรเลีย กับน้องนัท (บัณฑิตเกียรตินิยมเหรียญทอง)

 

เรียนต่ออังกฤษ

เรียนภาษาที่อังกฤษ

เรียน High school ที่อังกฤษ

เรียน Certificate ที่ออสเตรเลีย

เรียนต่ออเมริกา

เรียนภาษาที่อเมริกา

เรียนปริญญาตรีที่อังกฤษ

เรียน Diploma ที่ออสเตรเลีย

เรียนต่อออสเตรเลีย

เรียนภาษาที่ออสเตรเลีย

เรียนปริญญาโทที่อังกฤษ

เรียนปริญญาตรีที่ออสเตรเลีย

เรียนต่อนิวซีแลนด์

เรียนภาษาที่นิวซีแลนด์

เรียน High school ที่อเมริกา

เรียนปริญญาโทที่ออสเตรเลีย

เรียนต่อแคนาดา

เรียนภาษาที่แคนาดา

เรียนปริญญาตรีที่อเมริกา

เรียนแฟชั่นที่ Marangoni

เรียนต่อสวิตเซอร์แลนด์

เรียนการโรงแรมที่สวิตเซอร์แลนด์

เรียนปริญญาโทที่อเมริกา

เรียนทำอาหารที่ Le Cordon Bleu

York Institute 90 Fifty Fifth Thonglor, Unit 4L4 (4th. Fl.), Sukhumvit 55 (Thonglor 2), Bangkok 10110 THAILAND Tel: (66) 2-009-1172, (66) 94-916-1644, (66) 94-661-9626 Email: info@york-institue.com Copyright © 2019 All Rights Reserved.