02-009-1172, 094-916-1644, 094-661-9626 @york-institute

Blogs

live สดจาก Melbourne ทัวร์สถาบันภาษา Impact กับคุณแนต, คุณโอ๊ต และคุณ Mike, Student Advisor

วันนี้ York Institute มีโอกาส live สด ส่งตรงจาก Melbourne พูดคุยกับคุณแนต, คุณโอ๊ต Student Advisor Coordinator (Melbourne campus) และคุณ Mike Student Advisor Coordinator  (Brisbane campus) ของสถาบันภาษา Impact เมือง Melbourne ประเทศออสเตรเลีย

วันนี้คุณแนตมาให้ข้อมูลแบบละเอียดยิบทั้งแนะนำเมือง Melbourne, แนะนำโรงเรียน, หลักสูตร, อัพเดตโปรโมชั่น, พร้อมเล่าประสบการณ์ส่วนตัวในการทำงานและใช้ชีวิตที่ออสเตรเลียที่มีประโยชน์กับน้องๆ สุดๆ  เช่นเดียวกับคุณโอ็ตที่มาเล่าประสบการณ์การใช้ชีวิตและทำงานที่ออสเตรเลีย 10 กว่าปี พร้อมแนะนำอาชีพต่างๆ ที่น้องๆ สามารถทำได้ในออสเตรเลีย และปิดท้ายกับการทัวร์โรงเรียนทั้ง Melbourne campus และ Brisbane campus คลิกที่ภาพเพื่อฟังสัมภาษณ์ได้เลยค่ะ (หรือจะอ่านบทสัมภาษณ์ด้านล่างก็ได้ค่ะ)

 

York: สวัสดีค่ะ พี่เกลจาก York นะคะ วันนี้เราจะคุยกันเรื่องของการเรียนภาษาที่ ออสเตรเลีย กับ Impact นะคะ แล้ววันนี้พี่เกลไม่ได้มาคนเดียวนะคะเรามีแขกรับเชิญมาเยอะแยะเลย ขอต้อนรับ พี่แนต กับ พี่โอ๊ต ค่ะ

พี่แน็ต Impact : สวัสดีค่ะทุกคน

พี่โอ๊ต Impact :สวัสดีครับทุกคน

York: เดี๋ยวให้พี่แนตและพี่โอ๊ตแนะนำตัวกันก่อนนะคะ

พี่แน็ต Impact : ได้ค่ะ เริ่มจากพี่แนตก่อนแล้วกันเนอะ สวัสดีค่ะ พี่แนตนะคะ พี่แนตเป็นเจ้าหน้าที่ Student advisor ดูแลน้องๆนะคะอยู่ที่โรงเรียน Impact English College ที่ Melbourne ค่ะ

พี่โอ๊ต Impact : พี่โอ๊ตนะครับ สวัสดีครับน้องๆ พี่เป็น Student advisor coordinator ดูแลน้องๆ นักเรียนไทยและน้องๆ ทุกชาติเลยที่เข้ามาเรียนที่โรงเรียนนี้นะครับ ที่ Impact Melbourne พี่อยู่ที่ Melbourne เหมือนกันครับผม

York: โอเคค่ะเรามาพูดถึงเรื่องเรียนกันนะคะ โรงเรียน Impact นี่เป็นมายังไงคะ เปิดมานานหรือยัง แล้วก็มีกี่ Campus คะ

พี่แน็ต Impact : ค่ะ เดี๋ยวพี่แนตจะเป็นคนจัดการนะคะ

พี่โอ๊ต Impact : ส่วนพี่โอ๊ตจะกลับมาอีกทีช่วง School Tour นะครับ น้องๆ จะได้ไปเห็นภาพจริงกันด้วยว่าโรงเรียนเป็นยังไง

York: ได้ค่ะ

พี่แน็ต Impact : ขอบคุณค่ะพี่โอ๊ต พี่แนตขอพูดถึง Impact English College ก่อนนะคะ Impact English College ของเราเนี่ยก็มีอยู่ 2 Campus ด้วยกันนะคะ ก็มีที่ Melbourne และที่ Brisbane นะคะพี่แนตก็จะอยู่ที่ Melbourne ค่ะ
ส่วนที่ Brisbane จะเป็นคุณไมค์ ค่ะที่เป็นเจ้าหน้าที่ดูแลน้องๆ นักเรียนไทยนะคะ
ถ้าเป็น Impact Melbourne เนี่ย เราเปิดมาแล้ว 11 ปี ขึ้นปีที่ 12 แล้วค่ะ แล้วที่ Brisbane เนี่ย เราพึ่งครบรอบฉลอง 5 ปีไปเมื่อประมาณสัปดาห์ที่แล้วค่ะ ประวัติความเป็นมาก็เป็นโรงเรียนภาษาอย่างเดียวนะคะของเราเป็นโรงเรียนสอนภาษา อังกฤษ ค่ะ มุ่งเน้นพัฒนา ภาษาอังกฤษให้กับ น้องๆ ค่ะ เพื่อบรรลุเป้าหมายที่ น้องๆ ตั้งใจไว้นะคะ

York: แล้วปกติ ห้องเรียนมีนักเรียนประมาณกี่คนคะ

พี่แน็ต Impact : ปกติแล้วถ้าเป็นสถานการณ์ปกติเลยนะคะ ห้องนึงจะมีประมาณ 15-18 คนค่ะซึ่งจะไม่เกินจำนวนนี้อยู่แล้วนะคะ ขึ้นอยู่กับน้องๆ ที่เข้ามา นะคะ แล้วก็อันนี้พี่แนตบอกเลยนะคะ ว่า Nationality ของนักเรียนในห้องเรียนเนี่ย คุณครู หรือว่า Academic coordinator จะเป็นคนจัดให้ค่ะ
ก็คือว่า เขาจะพยายามเกลี่ยคละๆ กันในแต่ละห้องคะ แต่ว่าบางทีน้องๆ ก็จะมีบ่นบ้างว่า โอ้โห ทำไมเด็กไทยเยอะจัง ซึ่งตรงนี้บางทีใน Level บาง Level น้องๆ จะอยู่กันนานนิดนึง น้องจะไม่ยอมไปไหนรัก Level ของตัวเองค่ะ แต่ว่า Academic coordinator เขาก็จะพยายาม เกลี่ยให้ค่ะในเรื่องของ Nationality mix เนี่ยค่ะ

York: ส่วนใหญ่แล้วนักเรียนที่นี่มากจากที่ไหนบ้างคะ

พี่แน็ต Impact : หลักๆ แล้วที่นี่จะเป็นนักเรียนมาจากญี่ปุ่นจะเยอะมากๆ เลยค่ะ แล้วรองมาก็จะเป็นนักเรียนจากทาง South America ก็จะเป็นทางด้าน โคลัมเบีย บราซิล แล้วก็ ไทยค่ะ แล้วนอกจากนี้เราก็มีน้องๆ จากทางยุโรปก็มีมาเรียนค่ะ แล้วก็ ไต้หวัน ลาว อินโดนีเซีย เกาหลี อันนี้ก็จะเป็นตลาดหลักๆของเราค่ะ แล้วก็มี ฮ่องกง ด้วยปะปรายค่ะ

York: แล้วปกติมีเด็กไทยทั้งหมดประมาณกี่คนคะ

พี่แน็ต Impact : ทั้งหมดจะมีประมาณ 100 กว่าคน บางช่วงก็มีถึง 200 คน แต่ส่วนใหญ่จะมีนักเรียนไทยอยู่ที่ 100 กว่าคนค่ะ

York: แล้วต่อห้องเรียนนึงจำกัดไหมคะว่าให้มีนักเรียนไทยต่อห้องกี่คนคะ

พี่แน็ต Impact : อันนี้ถ้าสมมุติใน 1 ห้องเรียนมี 18 คน ยังไงก็จะมีอยู่ที่ประมาณ 3- 4 คน ซึ่งเขาจะต้องเกลี่ยแล้วค่ะ อย่างสมมุติน้องสอบเลื่อนชั้นได้ก็จะได้ไปคลาสเรียนอื่นค่ะ แต่ส่วนใหญ่ ก็จะไม่เกิน 3- 4 คน Maximum ก็ไม่เกิน 5 คนค่ะ เพราะทาง Academic coordinator จะต้องมีการจัดห้องใหม่และดูตารางห้องเรียนให้น้องๆทุกสัปดาห์ด้วยค่ะ

York: หลักสูตรที่เปิดสอน ในโรงเรียน Impact English มีหลักสูตรอะไรบ้างคะ

พี่แน็ต Impact : หลักสูตรที่เปิดสอน ที่โรงเรียนเราก็จะมี General English จะเป็นหลักสูตรภาษาอังกฤษ เพื่อฝึก การฟัง การพูด การอ่าน การเขียน อันนี้เป็นจุดเริ่มต้นเลยน้องๆ มาใหม่ๆ ส่วนใหญ่ก็จะลงเรียน General English กันก่อนนะคะ แล้วคอร์สนี้ก็เป็นการฝึกความมั่นใจให้น้องๆ ด้วยและเป็นการปรับภาษาให้ตัวน้องๆ เองด้วยค่ะ น้องๆ บางคนอาจจะแบบเราก็เคยเรียนมาแล้วนะภาษา แต่ไม่ได้ใช้ แต่พอมาอยู่คอร์สนี้ปุ๊ปเนี่ย คุณครูเขาก็ขะช่วยให้น้องๆ ฝึกภาษาอังกฤษขึ้นมาปรับระดับขึ้นมาอีกนิดนึง

คอร์สถัดไปก็จะมี Extreme English ตัวนี้ชื่อก็บอกอยู่นะคะว่า Extreme ก็จะมีความเข้มข้นมากขึ้นแล้วคอร์สนี้ก็จะมี Intake ทุกๆ เดือน จะไม่ได้เปิดรับทุกๆ วันจันทร์นะคะ คอร์สนี้จะเป็นคอร์สที่มีความเข้มข้นมีความ Intensive มากขึ้นสำหรับน้องๆ ที่ต้องการฝึกภาษาอังกฤษแล้วต้องการไปเรียนต่อหรือน้องๆ ที่ต้องการเอาไปใช้ในการทำงานจริงจังภาษาอังกฤษที่เราเรียนคอร์สนี้จะเป็น Academic มากขึ้นถ้าเป็นคำว่า Academic เนี่ยน้องๆที่ต้องการเรียนต่อจะรู้เลยว่า IELTS ที่จะสอบก็เป็น Academic ด้วยนะคะ

ส่วนคอร์สถัดไป ก็เป็น คอร์ส ยอดฮิตอีกอันนึงเหมือนกันก็คือ IELTS ค่ะ เมื่อกี้พี่แนตเกริ่นมาก่อนแล้ว IELTS ก็จะเป็นคอร์สที่น้องๆ เรียนเพื่อเป็นการฝึกทำข้อสอบด้วยค่ะ เป็นการติว IELTS เพราะน้องๆ ที่ต้องการไปสอบ IELTS เพื่อการเรียนต่อเนี่ย น้องๆก็จะมาลงเรียนคอร์สนี้ค่ะ คอร์ส IELTS ปกติเราจะมี Intake ทุกเดือน เหมือนกันค่ะ แต่ช่วงเดือนธันวาคมเราจะไม่มี Intake เพราะเดือนธันวาคม เราจะมี Christmas break มันอาจจะรัน (run)ได้ไม่ครบค่ะ แต่นอกนั้นก็จะเป็นเดือนละครั้งค่ะ

คอร์สถัดไป ก็เป็น คอร์ส ยอดฮิตอีกเหมือนกัน ก็คือ Barista คอร์ส ค่ะ คอร์สนี่เป็นการเรียนภาษาอังกฤษจากการฝึกทำกาแฟนะคะ คอร์สนี้จะเป็นคอร์สที่ค่อนข้างขายดีตรงที่ว่า ทางเรามี Partner ค่ะ ที่ Impact Melbourne จะเป็น Partner กับ William Angliss ค่ะ เพราะ William Angliss เป็นโรงเรียน Hospitality อันดับ 1 ของ Melbourne

ส่วนที่ Queensland เราก็จะเป็น Partner กับ Tafe Queensland ค่ะ น้องๆที่เรียนคอร์สนี้จะเรียน 5 สัปดาห์เท่านั้นค่ะก็เป็น 5 สัปดาห์สั้นๆ ที่น้องๆ มาเรียนแล้วน้องๆจะต้องไปเรียนที่ TAFE ด้วยค่ะที่เมื่อกี้พี่แนตกล่าวไปอ่ะนะคะน้องๆ จะได้ใบประกาศทั้งจาก Impact แล้วก็จาก TAFE ด้วยนะคะ

คอร์สถัดไป เป็น Business English นะคะ จะเป็นอะไรที่น้องๆจะต้องมี Level ภาษาอังกฤษที่สูงนิดนึงค่ะ จะเป็นการสอนว่าภาษาอังกฤษที่อยู่ในระดับ Upper Intermediate General English แล้วน้องๆ ที่จะเอาไปใช้ในการทำงานจะเอาไปใช้ยังไง
Business English จะเป็นคอร์สสั้นเหมือนกันค่ะจะอยู่ที่ 10 สัปดาห์ นะคะ จะสอนเกี่ยวกับการ Present งาน การทำ Resume การสัมภาษณ์งาน ค่ะ

ส่วนคอร์สสุดท้ายจะเป็น คอร์สอีกคอร์สนึงที่อยากนำเสอนะคะ จะเป็น Cambridge English ค่ะ
Cambridge English ตัวนี้จะเป็นการเรียนเพื่อสอบค่ะ พอเรียนจบปุ๊ปก็จะมีการสอบค่ะ ใบประกาศจากการสอบที่ได้จะออกมาจากทางอังกฤษเลยค่ะ จะเป็นผลสอบมาจากทาง Cambridge ค่ะ คอร์สนี้เป็นอีกหนึ่งคอร์สที่ น้องๆ ที่ต้องการจะไปสอบ IELTS มักจะมาลงเรียนคอร์สนี้ด้วยเหมือนกันค่ะ Cambridge จะมีอยู่ 2 Level ค่ะ เลเวลแรกจะเป็น FCE และ CAE ค่ะ  น้องๆ เรียนแล้วส่วนมากเนี่ยใบจบทั้ง FCE และ CAE จะสามารถเก็บเอาไว้ใช้ได้ตลอดชีวิตเลยค่ะ
น้องๆ ที่เขาเรียนจบแล้วกลับไทยเนี่ยก็จะเอาไปแนบสมัครงานซึ่งน้องๆ บอกว่าตรงนี้เนี่ยเจ้านายหรือว่าทางบริษัท เนี่ยมีการให้ความสนใจมากและเวลาที่น้องไปสมัครงานเนี่ย เขาก็จะถาม เพราะที่ไทยยังไม่ค่อยรู้จัก ที่ไทยจะรู้จักแต่ IELTS ,TOEIC , TOEFL ซึ่งน้องๆ บอกว่าอันนี้เป็น Point มากค่ะหนูสามารถพูดได้เลยว่าคืออะไรแล้วก็ทำให้ได้งานด้วยค่ะ

นี่ก็จะเป็นคอร์สทั้งหมดของโรงเรียนเรานะคะ น้องๆ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ในเว็บไซต์ Impact English หรือสอบทางกับทาง York Institute ได้เลยค่ะ

York: แล้วเรื่องเวลาเรียน ปกติแล้วจะเรียนประมาณกี่ชั่วโมงคะ เพราะน้องๆ หลายๆ คนกังวลว่า เรียนกี่ชั่วโมงแล้วเขาจะมีเวลาไปทำงานมั้ย เพราะส่วนใหญ่นักเรียนไทยก็จะ อยากทำพาร์ทไทม์

พี่แน็ต Impact : ตารางสอน General English ตั้งแต่ Pre Intermediate ถึง Advance จะเป็นคอร์สที่เรียน ตอนเช้า ส่วน Elementary จะเรียนตอนบ่ายค่ะ
ส่วน Extreme English IELTS Barista Cambridge English Business English
จะเรียนตอนบ่ายค่ะ แต่ ณ ตอนนี้ New Normal ตารางก็อาจจะเปลี่ยนแปลงนิดนิดค่ะ
แต่ถ้าปกติแล้ว General English จะเป็นเช้าและคอร์สที่เหลือก็จะเป็นตอนบ่ายค่ะแล้วก็เราเรียน 20 ชม. ต่อสัปดาห์ค่ะ เรียนวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ภาษาอังกฤษโรงเรียนเราเรียนเยอะเรียน 5 วัน เพราะว่าเวลาที่น้องๆ เข้ามาที่โรงเรียนน้องๆ ได้มีการฝึกฝน ทางโรงเรียนเชื่อว่าน้องๆที่เข้ามาเรียนที่นี่วันจันทร์ถึงศุกร์เนี่ยจะได้ภาษาและได้พัฒนามากกว่าการมาเรียนในจำนวนวันที่น้อยกว่านี้ค่ะ เพราะว่าเสาร์อาทิตย์ เชื่อว่าน้องๆพออยู่บ้านก็มักจะอยู่กับคนที่มาจากประเทศเดียวกันแล้วก็จะทำให้น้องๆ ไม่ได้ฝึกภาษาอังกฤษเท่าที่ควร โรงเรียนก็เลยจัดตารางสอนเป็น 5 วัน ค่ะ

York: ดีเลยค่ะ แล้วปกติถ้าเป็นรอบเช้าน้องๆ จะเข้าเรียน กี่โมง ถึง กี่โมง คะ

พี่แน็ต Impact : เช้าจะเริ่มเรียนที่ 08:50 – 13:15 ค่ะ ตอนบ่ายจะเริ่มที่ 13:20 – 17: 45 ค่ะ

York: ถือว่าช่วงเวลาเรียนโอเคเลยนะคะ

พี่แน็ต Impact : ใช่ค่ะ น้องๆ ก็มีงานทำกันที่นี่ เดี๋ยวพี่แนตจะเล่าให้ฟังค่ะ

York: งั้นตอนนี้พูดถึงเรื่องราคากันดีกว่าค่ะ ค่าเรียนเป็นยังไงบ้างคะ

พี่แน็ต Impact : ต้องบอกก่อนว่าราคาค่าเรียนทุกคอร์สของโรงเรียน Impact ราคาเท่ากัน ที่ Impact ปกติราคาเต็มอยู่ที่ 370 AUD แต่ตอนนี้โปรโมชั่นของ Melbourne จะอยู่ที่ 290 AUD ต่อสัปดาห์ และที่ Brisbane จะอยู่ที่ 270 AUD ต่อสัปดาห์ค่ะ

York: คิดเป็นเงินไทยก็จะประมาณ 6,000 – 7,000 บาท ต่อสัปดาห์

พี่แน็ต Impact : และโปรโมชั่นตอนนี้สมัครเรียน 10 สัปดาห์ ฟรีอีก 1 สัปดาห์ ค่ะ และเราก็ไม่เก็บค่าใช้จ่ายในการสมัคร และไม่เก็บค่าใช้จ่ายในการแบ่งจ่ายค่าเรียน ด้วยค่ะ

York: ดีเลย ใจดีมากๆ ค่ะ

พี่แน็ต Impact : โปรโมชั่น 10 แถม 1 สมัครภายในเดือนกรกฏาคมนี้เท่านั้นนะคะ

York: ถ้าน้องๆ คนไหนสนใจสามารถติดต่อ ทาง York ได้เลยนะคะ ถามถึงเรื่องครูผู้สอนนิดนึงนะคะ ปกติทาง Impact มีวิธีการคัดเลือกครูผู้สอนที่จะมาสอนที่ Impact ยังไงบ้างคะ

พี่แน็ต Impact : โอ้โห อันนี้จะบอกว่าเป็นการคัดเลือกที่เข้มข้นมากจริงๆ ค่ะ คุณครูผู้สอนที่นี่จะสอนภาษาอังกฤษได้ก็จะต้องมี TESOL อยู่แล้วนะคะ ซึ่่งเป็นเหมือนใบอนุญาติการสอนภาษาอังกฤษ
ในประเทศออสเตรเลียนะคะ แล้วก็คุณครูบางท่านก็เป็น Examiner เก่าในการดู IELTS
นี่ก็เป็นข้อมูลคร่าวๆ ในการคัดสรรคุณครูเข้ามาสอนน้องๆ นะคะ นอกจากนี้เวลาที่คุณครูเข้ามาสอนแล้วเราก็จะมีการสัมนาหรือ Training กับคุณครูด้วยนะคะ เพื่อที่จะให้คุณครูหลายๆ ท่านจะได้ Train และแลกเปลี่ยนเทคนิค ในการสอนกันด้วยค่ะ นี่คือสิ่งที่ Impact ทำนะคะ

York: เรียกได้ว่ามีครูผู้สอนที่มีคุณภาพนะคะ มีการคัดเลือกมานะคะ

พี่แน็ต Impact : ใช่ค่ะ แล้วคุณครูทุกคนก็เป็น Native speaker ด้วยนะคะ เป็นฝรั่งทั้งหมดค่ะ

York: เคยได้ยินมาว่า ทาง Impact มีกฏ English Only ในโรงเรียนด้วย ต้องถามว่า English Only ใน Impact เนี่ยประสบความสำเร็จยังไงบ้างคะ

พี่แน็ต Impact : ค่ะ อันนี้จะเรียกว่า English Only Policy ที่น้องๆ มาตั้งแต่วันแรกก็จะรู้เลยเพราะเราจะเน้นตั้งแต่วันแรก และเราจะมีป้าย English Only อยู่ทั่วโรงเรียนเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นบันไดหนีไฟ การรับโทรศัพท์ หรือการเข้าห้องน้ำ อันนี้น้องๆจะใช้เฉพาะ ภาษาอังกฤษเวลาที่อยู่ที่โรงเรียนเท่านั้นค่ะ น้องจะทราบกฏนี้ตั้งแต่ วันที่มา Orientation เลยค่ะ เราจะแจ้งกับน้องๆ ตั้งแต่วันนั้นเลย กฏนี้เราบังคับใช้จริง และมีการลงโทษด้วยค่ะ

การมีกฏนี้เนี่ยไม่ได้ทำให้น้องๆ กลัวนะคะแต่เป็นอย่างนึงที่ทำให้น้องๆ หลายๆ คนเลือกมาเรียนที่ Impact เพราะว่า English Only เนี่ยช่วยทำให้น้องๆ ที่เรียนที่นี่พัฒนาภาษาได้เร็วขึ้นด้วย ถ้าไปดูรีวิวต่างๆ ก็จะเห็นเลยว่าสิ่งที่ทำให้เขาพัฒนาได้มากและเร็วขึ้นเวลามาเรียนก็คือ English Only ด้วยค่ะ มันก็เป็นการฝึกให้น้องๆด้วยนะคะเพราะโรงเรียนให้พูดแต่ภาษาอังกฤษ ไม่ให้พูดภาษาบ้านตัวเองจะพูดกับเพื่อนก็ต้องพูดภาษาอังกฤษ แม้แต่พี่แนตก็ด้วยนะคะพี่แนตก็ไม่สามารถพูดภาษาไทยในโรงเรียนได้เหมือนกันค่ะ แต่จะมีห้อง Consult ที่จะสามารถพูดภาษาไทยกับน้องๆ ได้เท่านั้นค่ะ เวลาอยู่ที่โรงเรียนก็จะพูดแต่ภาษาอังกฤษกันนะคะ เดี๋ยวจะเห็นตอนที่พี่โอ๊ตทำ วีดีโอทัวร์นะคะ พี่โอ๊ตก็จะต้องพูดภาษาอังกฤษนะคะ

York: เรียกได้ว่าเป็นกฏที่ไม่ใช่แค่นักเรียนต้องปฏิบัติเท่านั้นแต่รวมถึงเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนด้วยก็ต้องทำตามกฏนี้อย่างเคร่งครัดเช่นเดียวกันนะคะ

พี่แน็ต Impact : ใช่ค่ะ

York: แล้วเรื่องกิจกรรม คลาสเสริมต่างๆ ที่ Impact มีกิจกรรมอะไรบ้างคะ ช่วยยกตัวอย่างให้น้องๆ ได้ฟังกันหน่อยค่ะ

พี่แน็ต Impact : ได้เลยค่ะ ปกติแล้วเราจะมีกิจกรรมทุกวันทั้งช่วงเช้าและช่วงบ่ายค่ะ สำหรับน้องที่เรียนช่วงบ่ายจะมาทำกิจกรรมในตอนเช้าค่ะ และน้องที่เรียนช่วงเช้าจะไปเข้าร่วมกิจกรรมในตอนบ่ายค่ะ กิจกรรมที่มีนะคะ อย่าง เช่น Pronunciation Club เป็นการฝึกออกเสียง อันนี้น้องๆ เด็กไทยชอบมาก เวลาที่ฝึกออกเสียงเนี่ย คนไทยจะมีสำเนียงนึงแต่ถ้าอยากได้สำเนียงฝรั่งก็จะมาฝึก ในกิจกรรมนี้ค่ะ แล้วก็จะมี Conversation Club มี Sing lish อันนี้ไม่ได้สอนร้องเพลงนะคะแต่เป็กนการสอนภาษาอังกฤษจากเพลง จะมีการสอนออกเสียง สอนเติมคำศัพท์จากเพลง หรือว่าการสอนคำศัพท์จากเพลงด้วย และนอกจากนี้ก็จะมี Study Help ด้วย นะคะ พี่แนตลืมบอกไปว่าที่นี่จะมีห้องสมุด และจะมี Study help อยู่ที่ห้องสมุด ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่คุณครูนี่แหละค่ะจะคอยช่วยเหลือและให้คำปรึกษาน้องๆ ในเรื่องของการเรียน นะคะ น้องสามารถไปขอ Study help ได้ตรงนั้นค่ะ

กิจกรรม Job Club ค่ะ เกี่ยวกับเขียน Resume สมัครงาน วิธีการไปสัมภาษณ์งาน ก็จะมีคุณครูคอยให้คำแนะนำใน Club นี้นะคะ
กิจกรรม Writing Club ก็คือการฝึกเขียนนะคะน้องๆ ก็จะไปฝึกเขียนกันใน Club นี้ แล้วก็นอกจากนี้เนี่ยก็จะมี Exploration ปกติเราจะมีทุกๆ วันพุธ เราจะพาน้องๆ ออกไปข้างนอกออกไปทัวร์ ข้างนอก ค่ะ อันนี้น้องจะต้องมาลงชื่อร่วมกิจกรรมไว้ก่อนนะคะ จะเป็นการพาไปทัวร์เล็กๆ อย่างพวก อควาเรี่ยม มิวเซียม อะไรพวกนี้ค่ะ

York: แล้วกิจกรรมพวกนี้มีค่าใช่จ่ายมั้ยคะ

พี่แน็ต Impact : ไม่มีค่ะ ฟรี แต่บางครั้งอาจจะมีในเวลาที่เราพาออกไปข้างนอกอย่างเช่นค่าเข้า อควาเรี่ยม แต่ก็จะเป็นราคานักเรียนซึ่งจะถูกมากๆ กว่าปกติ ค่ะ

York: เท่าที่เคยได้ยิน Feed back จากน้องๆ มา คือเขาก็จะบอกว่าที่ Impact ดูแลนักเรียนดีมาก
อยากรู้ว่าขั้นตอนการดูแลนักเรียนว่าหลังจากที่น้อง Orientation (ปฐมนิเทศน์) เสร็จแล้วเนี่ยมีอะไรยังไงบ้างคะ

พี่แน็ต Impact : ค่ะ ก็อันนี้ขอบอกเลยว่าเรายืนหนึ่งมาตลอดเรื่องการดูแลน้องๆ นะคะ ก็คือว่าน้องๆ เนี่ยวันแรกที่มาถึง Orientation เนี่ย ก็จะเริ่มตั้งแต่พี่ๆ Reception เลย ก็จะแนะนำพาน้องๆ เข้าไปนั่ง Orientation พอเสร็จจากตรงนี้เจ้าหน้าที่ก็จะโทรเรียก Student advisor ของแต่ละประเทศ เรามีทั้ง เกาหลี ญี่ปุ่น บราซิล โคลัมเบีย และไทย เราก็จะลงไปรับน้องๆแต่ละประเทศ เราก็จะทำกระดาษนัดให้น้องๆ คนละ 1 แผ่นเป็นการแนะนำตัวในนั้นก็จะมีรายละเอียด English Only policy เป็นแบบนี้นะ ราคาคอร์สทุกคอร์สเท่ากันนะสามารถเปลี่ยนคอร์สเรียนได้ด้วยเมื่อเลเวลถึงจะเป็นกระดาษสรุปรายละเอียดต่างๆ ให้น้องๆ และก็จะมีการนัดทำ First Meeting ก็คือการนัดคุยตัวต่อตัวกับน้องๆที่มาใหม่กับพี่แนต หรือเจ้าหน้าที่ Student advisor ท่านอื่นๆ ภายในอาทิตแรก เดี๋ยวน้องๆก็จะต้องมาหาพี่แนต พอมาหาเราก็จะรู้จักคุ้นเคยกันและน้องๆ ก็จะได้รู้สึกอบอุ่นมั่นใจมากขึ้น ว่าที่นี่มีพี่แนตนะ พี่แนตก็จะช่วยดูแลเรื่อง น้องๆเปิดบัญชีหรือยัง มี Myki Card ที่ใช้เดินทางหรือยังหรือว่าประกันทำเรียบร้อยหรือยังรับบัตรได้วันไหน พี่แนตก็จะดูแลและแนะนำตรงนี้ด้วยนะคะ และที่สำคัญที่สุดก็เรื่องที่พี่แนตเกริ่นไปคือการเปลี่ยนคอร์ส เพื่อที่จะทำ Study plan วางแผนการเรียนให้น้องๆโดยส่วนมากน้องๆโดยส่วนใหญ่ที่มาก็จะลงเป็น General English มาค่ะ แต่โรงเรียนเรามีตั้ง 6 คอร์สจะไปยังไงดีเอ่ย อย่างน้องบางคนมาบอกว่า หนูอยากเรียน Barista มากเลย พี่แนตก็เขียนแผนการเรียนให้ว่าว่าน้องจะต้องขึ้นไปอยู่เลเวลนี้นะ ถึงจะเรียนได้ เขาก็จะเริ่มมีเป้าหมาย พอน้องๆ มีเป้าหมายนี่เขาก็จะ ตั้งใจเรียนมากขึ้นเพื่อที่เขาเนี่ยจะได้ไปเรียนในคอร์สอื่นๆที่อยากเรียนค่ะ แล้วก็พอน้องไปเข้าห้องเรียนคุณครูจะดูแลในเรื่องการเรียน ที่นี่จะมีการ Interview (สัมภาษณ์) ระหว่างคุณครูกับนักเรียนด้วยค่ะ พอน้องๆ เรียนไปแล้ว 5 สัปดาห์ คุณครูก็จะมีการคุยกับน้องๆว่า การ ฟัง พูด อ่าน เขียน ของน้องๆเป็นยังไง ตรงไหนดีแล้ว แล้วตรงไหนต้องพัฒนา อันนี้คุณครูก็จะช่วยดูแลด้วยนะคะจนสุดท้ายน้องเรียนจบจนได้ใบประกาศเนี่ยพี่แนตก็จะมีการ Say Goodbye (บอกลา) กัน ช่องทางการติดต่อของน้องๆ กับพี่แนตเนี่ยจะติดต่อกันใกล้ชิดด้วย Facebook ค่ะ ถ้าพี่แนตมีอะไรด่วนๆ ก็จะมีการประกาศใน Facebook ค่ะ หรือถ้าน้องๆ มีอะไรด่วนก็สามารถโทรหาพี่แนตได้ทาง Messenger ค่ะ ติดต่อกับพี่แนตได้ตลอดพี่แนตคอยดูแลน้องตลอดค่ะ

York: เรียกได้ว่าดูแลตั้งแต่มาเรียนจนเรียนจบประสบความสำเร็จกันเลยเนอะ
แล้วดูแลกันดีแบบนี้มีเคสตัวอย่างน้องๆ ที่ประสบความสำเร็จในการเรียนจากที่ พี่แนต พี่โอ๊ต Consult (ให้คำปรึกษา) ในการเรียนต่อหรือทำงาน ตามเป้าหมายของน้องๆ บ้างมั้ยคะ

พี่แน็ต Impact : ต้องบอกก่อนเลยเนอะว่าโรงเรียนของเราเป็นโรงเรียนภาษาอย่างเดียว แต่ว่าผลการเรียนของเราเนี่ยมีหลายสถาบันที่ยอมรับผลการเรียนภาษาจากเรา เพราะฉะนั้นถ้าน้องๆ เรียนจนไปถึงระดับนึงที่ เป็น Qualification ที่หลายๆ สถาบันยอมรับอย่างเช่น TAFE Queensland, William Angliss, Academia และอีกหลายๆ สถาบันค่ะ อย่างน้องๆ หลายคนพอมาเรียน Impact เขาก็จะดูไว้ว่าอยากไปเรียนที่ไหนต่อ ก็มีน้องๆ หลายคนนะคะที่เขาจะมาบอกว่าอยากไปเรียนที่ William Angliss พี่แนตก็จะแพลนให้เลยว่าเรียน General English ก่อนนะคะพอได้ภาษาระดับนึงก็ขึ้นไปฝึก boot skill ขึ้นมาก่อนให้เป็น Academic ก็จะไปเรียนเป็น Extreme English หลังจากนั้นก็ไปเรียน IELTS พอจบ IELTS Upper-Intermediate แล้วเนี่ยน้องๆ ก็จะสามารถใช้ Certificate ตรงนี้ไปเข้าเรียนที่ William Angliss ได้เลยค่ะ และก็มีหลายสถาบันนะคะที่รับผลภาษาของเรา โดยที่น้องๆ ไม่ต้องสอบ IELTS ค่ะโดยเขาจะเทียบเท่าให้ที่ 5.5 เลยค่ะ อันนี้ก็จะเป็นตัวอย่างคร่าวๆ ค่ะ

York: นอกจากนี้เห็นว่าโรงเรียนได้รับรางวัลเยอะมากในแทบทุกปีเลยส่วนใหญ่เป็นรางวัลอะไรบ้างคะ

พี่แน็ต Impact : รางวัลที่เราได้นะคะ Victoria international education awards เป็นรางวัลผู้นำทางด้านการเรียนการสอนที่ยอดเยี่ยม นอกจากนี้ก็ได้รางวัลจาก ทางรัฐบาลด้วยค่ะ

York: เรียกได้ว่าเป็นโรงเรียนที่มีรางวัลการันตีมากมายในเรื่องคุณภาพการเรียนการสอนของที่นีนะคะรับรองว่าน้องๆ ที่มาเรียนที่นี่ไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ
ทีนี้มาพูดถึงเรื่องความเป็นอยู่กันบ้างดีกว่าว่าโดยปกติแล้วโรงเรียนมีที่พักแบบไหนให้น้องๆ เลือกบ้างคะ

พี่แน็ต Impact : โรงเรียนจะจัดหาที่พักให้น้องมี 2 แบบนะคะ
1. Homestay ก็คือจะอยู่กับบ้านที่เป็นฝรั่งน้องๆ ก็อาจจะต้องนั่งรถเดินทางมาเรียนนิดนึงเพราะส่วนใหญ่ฝรั่งเนี่ยเขาจะอยู่นอกเมืองนิดนึง ใช้เวลานั่งรถ 15-30 นาที ข้อดีก็คือน้องๆ จะได้อยู่กับครอบครัวฝรั่งได้ฝึกการใช้ภาษาไม่ต้องห่วงว่ามาแล้วจะน่ากลัวมั้ยเพราะมี ทาง Homestay คอยช่วยดูแล
2. Student Residence อันนี้ก็จะเป็นแบบน้องๆ อยู่กันเอง จะเป็นห้อง เหมือนกับเป็นอพาร์ทเมนต์สำหรับนักเรียนอันนี้ก็จะเป็นอีกอย่างนึงที่มีความอิสระนิดนึงไม่ไกลจากโรงเรียนมากจะอยู่ในเมืองค่ะ

York: เรียกได้ว่าถ้าอยากอยู่ ในเมืองและอยากอยู่เองแบบอิสระก็แบบที่ 2 นะคะ แต่ถ้าอยากจะเรียนรู้วัฒธรรมชีวิตของคนที่นั่นก็เลือกเป็น Homestay นะคะ

พี่แน็ต Impact : ถ้าน้องๆ มาแรกๆ ก็อาจจะลองไปอยู่แบบ Homestay นิดนึงก่อนแล้วค่อยย้ายมาอยู่ Student Residence ก็ได้นะคะเพราะเราจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมของคนที่นี่ด้วยซักแป๊ปนึง แต่ส่วนใหญ่น้องที่มาอยู่ Homestay แล้วจะอยู่ต่อยาวค่ะ เพราะมีความสุขที่จะอยู่กับครอบครัวฝรั่งจริงๆและก็เป็นโอกาสที่ดีที่ได้เรียนรู้วัฒนธรรมของเขาด้วยนะคะ

York : ทีนี้เรามาพูดถึงเรื่องค่าครองชีพค่ะ การจะไปอยู่ที่ Melbourne เนี่ยค่ะค่าครองชีพต่อเดือนที่รวมค่าที่พักแล้วอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่คะ

พี่แน็ต Impact : ค่าครองชีพเนี่ยพี่แนตต้องบอกก่อนเลยว่าขึ้นอยู่กับน้องๆ แต่ละคนด้วยนะคะว่าเลือกที่พักแบบไหนถ้า Homestay ค่าที่พักก็จะอยู่ที่ $AU 200 กว่า ถึง $AU 300 ต่อสัปดาห์ค่ะ ส่วน Student Residence ก็จะ $AU200 ต่อสัปดาห์เหมือนกัน ส่วนถ้าน้องๆ อยู่ในเมืองแบบ Share House อันนี้ก็จะถูกลงมาหน่อยแต่ความเป็นส่วนตัวก็จะหาได้ยากนิดนึงแต่ก็เป็นการเรียนรู้การใช้ชีวิตแบบแชร์กับผู้อื่น ราคาก็จะอยู่ $AU 100 กว่าๆ ต่อสัปดาห์ ค่ะ
ส่วนค่ารถที่นี่ก็จะมีบัตรเติมเงินนะคะราคา บัตรเติมเงิน Myki card เดือนนึงจะอยู่ที่ประมาณ 150AUD นะคะอันนี้ใช้ได้หมดเลยเหมาจ่ายเดือนนึง $AU 150
ส่วนน้องๆที่อยู่ในเมืองก็จะประหยัดนิดนึงเพราะไม่มีค่าใช้จ่ายตรงนี้นะคะ
ส่วนค่ากินถ้าน้องๆออกไปทานข้าวข้างนอกจะค่อนข้างแพงนิดนึง อาหารที่นี่ค่อนข้างแพงนิดนึง แต่ถ้าน้องทำอาหารทานเองอาทิตละประมาณ $AU 100 กว่า ก็น่าจะอยู่ได้ค่ะ
ก็จะประมาณนี้ค่ะขึ้นอยู่กับน้องๆ เลยว่าเลือกแบบไหนค่ะ

York : คิดให้น้องๆ คร่าวๆ แล้วกันนะคะว่าถ้าอยู่แบบไม่ได้ไปทานข้าวนอกบ้านบ่อยๆ และเลือกที่พักไม่ได้แพงมาก ก็ตกเดือนละประมาณ $AU 1,000 แต่สุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับน้องๆ ด้วยค่ะว่าชอบใช้จ่ายแบบไหนช้อปปิ้งกันเยอะแค่ไหนด้วย

พี่แน็ต Impact : ตรงนั้นแหละค่ะที่พี่แนตไม่สามารถคำนวนให้ได้เลย

York : แล้วอาหารการกินที่นั่นเป็นยังไงบ้างคะ มีร้านอาหารไทย มีซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ซื้อของไทยได้มั้ยคะ เพราะน้องๆ บางคนคงสงสัยว่าไปอยู่ที่นั่นต้องทานแต่อาหารฝรั่งตลอดเลยรึป่าว

พี่แน็ต Impact : ค่ะที่ Melbourne ก็จะมีร้านอาหารไทย และตลาดไทยด้วย มีร้านอาหารเวียดนาม อาหารจีน ด้วยค่ะ
อาหารไทย ของไทย น้ำพริก พริกแกง เครื่องเทศอะไรต่ออะไร จะมีขายค่ะที่นี่ของกินหาง่ายค่ะ และน้องที่ต้องการทานอาหารไทย ร้านอาหารไทยที่นี่มีอยู่ทั่วเมืองเลยค่ะ และปกติเนี่ยร้านอาหารที่นี่บางร้านเปิดถึงเที่ยงคืน ตีหนึ่ง กันเลย แต่ส่วนมากน้องๆที่มาที่นี่จะไม่ค่อยทานอาหารไทยกันค่ะ น้องๆจะชอบไปทานอารเกาหลี อาหารญี่ปุ่น อาหารจีน กันเป็นส่วนใหญ่ค่ะ

พี่โอ๊ต Impact : ขออนุญาติครับพอดีเห็นพูดเรื่องอาหารก็เลยอยากเข้ามาร่วมด้วย

York : แสดงว่าพี่โอ๊ตต้องมีอะไรแนะนำดีๆ แน่เลย

พี่แน็ต Impact : ใช่เลยค่ะพี่โอ๊ตเป็นสายกินค่ะ

พี่โอ๊ต Impact : ใช่พี่อยากบอกเพิ่มเติมอย่างนึงคือข้อดีของ Melbourne ก็คือเป็นเมือง Multicultural City เป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมคือหมายถึงว่าจะมีชาวต่างชาติเนี่ยมาจากทั่วทุกมุมโลกเลยมาตั้งรกรากกันอยู่ที่นี่เพราะฉนั้นมาอยู่ที่นี่จะได้กินอาหารไม่ซ้ำกันเลยซักวันนึง จะ มีทั้ง อาหารเกาหลี, เวียดนาม, ไต้หวัน ,ไทย, มาเลย์, อินโด, โคลัมเบีย, สเปน ร้านอาหารเยอะมากมีมาจากทั่วทุกมุมโลกเลยนี่ก็เป็นเสน่ห์อีกอย่างของ Melbourne ครับ

York : หลากหลายมากเลยนะคะ

พี่โอ๊ต Impact : ใช่ครับ

พี่แน็ต Impact : ค่าใช้จ่ายบวกไปนิดนึงนะคะ 🙂

พี่โอ๊ต Impact : ต้องบวกอีกนิดนะครับถ้าชอบทานข้าวนอกบ้าน 🙂

York : รับรองเลยว่าน้องๆ ที่เลือกมาที่นี่ไม่อดแน่นอนยังไงก็มีอาหารให้เลือกกันหลากหลายที่ Melbourne ไม่ผิดหวังแน่นอน ทีนี้เรื่องของการทำงานน้องส่วนใหญ่เนี่ยก็อยากจะทำงานพาร์ทไทม์ไปด้วยถ้าเลือกมาที่นี่

พี่แน็ต Impact : อันนี้อาจจะช่วยเรื่องค่าอาหารของน้องๆ ได้ค่ะ เรื่องงานให้พี่โอ๊ตช่วยแนะนำเลยค่ะ

พี่โอ๊ต Impact : ได้ครับถ้าน้องๆ คนไทยส่วนใหญ่ก็จะทำงานร้านอาหารไทย มีตำแหน่งที่ทำงานในครัว มือผัด มือแกง มือทอด และงานหน้าร้านสำหรับน้องๆ ที่ได้ภาษาอังกฤษมาในระดับนึงแล้วสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้จะออกมาทำงานหน้าร้าน เป็น Customer service เป็นเด็กเสริฟ แล้วก็น้องบางคนเขาก็จะมีความสนใจเรื่องกาแฟเขาก็จะมาลงเรียนคอร์ส Barista และไปทำงานเป็น Barista และ All-rounder งาน All-rounder ก็จะไม่ได้อยู่แค่หน้าเครื่องกาแฟ แต่ต้องเดินฟลอด้วย รับออเดอร์ด้วย ก็เป็นการได้ฝึกภาษาเหมือนกันน้องๆก็เริ่มมาทำงานบาริสตา กันเยอะเหมือนกัน แล้วก็งานร้านอาหารฝรั่ง ถ้าทำงานร้านอาหารฝรั่ง คาเฟ่ ก็จะได้จ่ายดีหน่อย แต่ถ้าทำร้านไทยก็ได้น้อยลงนิดนึง น้องๆก็ค่อยศึกษากันไปเรื่อยๆหางานหันไปเรื่อยๆ อีกงงานนึงก็คืองานร้านนวดไทยเพราะที่นี่ร้านนวดไทยค่อนข้างเยอะ ก็เป็นอีกอาชีพยอดฮิตค่าตอบแทนค่อนข้างดี และงานคลีนเนอร์เป็นคนทำความสะอาด ให้พี่แนตแชร์ประสบการณ์เรื่องคลีนเนอร์หน่อยมั้ยครับ

พี่แน็ต Impact : ค่ะ พี่แนตก็บอกเลยว่า อาชีพเก่าบาริสตา ก็ทำมาแล้ว คลีนเนอร์ก็ทำมาแล้วก็จะจ่ายเรทดีนิดนึง พี่แนตจะบอกว่าหางานได้จากไหนดีกว่าเนอะอย่างพี่แนตได้งานคลีนจากเพื่อน South America งานร้านไทยได้จากเพื่อนไทย ส่วนพวกงานร้านกาแฟหาจากเพื่อนๆเกาหลีที่เขาทำอยู่ แล้วตอนนั้นพี่แนตก็เคยเรียน Barista และฝึกทำกาแฟด้วยก็จะเข้าใจเลยเวลาน้องๆอยากเป็นBaristaพี่แนตจะบอกเลยว่าบางทีต้องฝึกความมั่นใจด้วยเวลาทำกาแฟ อย่างที่ Impact เนี่ยก็มีคาเฟ่ของเราเองในโรงเรียนให้น้องๆ ได้ฝึกทำจนมั่นใจด้วย และอีกอาชีพนึงก็คือ อาชีพปั่นส่งอาหาร Food delivery ค่ะเป็นอาชีพที่โอเคเลยไม่ว่าจะมี Covid หรือไม่มี Covid

พี่โอ๊ต Impact : อย่างบ้านเราก็คือพวก Grab ใช่มั้ยครับแต่ที่นี่จะมี Uber eats ซึ่งขี่ส่งอาหารกันขวักไขว่ไปหมดเป็นอาชีพที่เป็นนายตัวเองอยากจะออกไปทำวันไหนก็ไปวันไหนหนาวก็ออยู่บ้านไม่ออกไปทำก็ได้ ซึ่งรายได้ค่อนข้างดีเลย

พี่แน็ต Impact : น้องๆ มาแชร์กันว่ารายได้ค่อนข้างดีเลยนะคะแล้วตอนนี้น้องๆก็ยังทำกันอยู่ค่ะ ไม่ต้องกลัวเรื่องงานเลยหลากหลายค่ะ

พี่โอ๊ต Impact : พี่บอกเลยหลากหลายครับ อาชีพแปลกก็มีนะครับมีรับจ้างจูงหมาเดินด้วยนะครับพี่บอกเลยว่าอยู่ที่ออสเตรเลียถ้าไม่ขี้เกียจไม่อดตายมีเงินไปทานอาหารทุกชาติแน่นอนครับ 🙂 พี่โอ๊ตกับพี่แนตนี่ก็ทำมาทุกงานแล้วครับ ถ้ามาอยู่ที่นี่พี่ๆ ก็แนะนำได้ครับว่ามีงานอะไรตรงไหนบ้าง

York : เรียกว่าที่นี่ดูแลกันถึงเรื่องงาน ครบวงจรเลยนะคะเนี่ย

พี่โอ๊ต Impact : ครบวงจร One Stop Service เลยครับผม

York : ถามถึงเรื่องการเดินทางในเมืองบ้างดีกว่าที่ Melbourne เวลาน้องๆ ต้องเดินทางไปไหนมาไหน มีระบบขนส่งสาธารณะอะไรบ้างที่นิยมใช้กันใน Melbourne คะ

พี่แน็ต Impact : อันนี้พี่แนตจะเล่าให้ฟังนะคะ หลักๆ เลยการเดินทางใน Melbourne ก็จะมีรถบัส รถไฟ รถแทรม ถ้าพูดให้เห็นภาพเนี่ย แทรมก็คือรถรางอ่ะนะคะ 3 ระบบขนส่งนี้ จะเชื่อมกันหมดนะคะ
เพราะฉะนั้นน้องๆ ที่อยู่ในเมืองนี่ก็จะไม่เสียเงินค่ารถแทรมนะคะ เพราะในเมืองจะเป็นฟรีแทรมโซนนะคะ รถรางรอบเมืองจะฟรี และรถรางจะไปเชื่อมที่สถานีรถไฟก็สามารถไปขึ้นรถไฟต่อได้เวลาจะออกไปไหนไกลๆ หรือจะไปต่อรถบัสก็ไปต่อรถบัสได้เลย อย่างที่พี่แนตบอกว่าที่นี่จะมีบัตร Myki card จะใช้ได้หมดเลยทั้งขึ้นรถไฟ รถบัส และแทรม แล้วถ้าวันนึงต้องนั่งหลายรอบๆจะนั่งไปไหนก็ตามเนี่ยจะมี Maximum ค่ะเต็มที่ 9AUD ปกติเที่ยวละ 4.5 แต่ถ้านั่งไปแล้ว 2 เที่ยวเนี่ย เที่ยวที่3 ขึ้นไปก็จะฟรีเลยจะนั่งไปไหนก็ตามในวันนั้นกี่รอบก็ได้ค่ะ ก็ค่อนข้างจะสะดวกสบายมากนะคะที่นี่พี่แนตก็มาทำงานด้วยรถไฟนะคะ ส่วนพี่โอ๊ตมารถแทรม ส่วนรถส่วนตัวถ้าน้องๆไปเที่ยวเนี่ยก็จะบริการเช่ารถน้องก็จะเช่ารถกันไป แล้วก็ต้องเตือนนิดนึงอย่าขับรถเร็วค่ะ น้องๆที่นี่เช่ารถแพงเพราะว่าเสียค่าปรับค่ะ ที่นี่จะเข้มงวดเรื่องจำกัดความเร็วในการขับรถ

แล้วก็ที่ Impact Melbouurne และ Brisbane เนี่ยทั้งสองที่จะเดินไม่ไกลจากสถานีรถไฟในใจกลางเมืองทั้งสองที่นี่จะตั้งอยู่ในในจกลางเมืองเลยเดินทางสะดวกสบายค่ะแล้วก็อยู่ในโซนฟรีแทรมด้วยค่ะ

York : แบบนี้ถ้าน้องๆ อยู่ในเมืองก็จะสะดวกมากๆเลยนะคะ

พี่แน็ต Impact : ถูกต้องเลยค่ะ

พี่โอ๊ต Impact : แล้วก็หลังโรงเรียน Impact นี่ก็จะมีอพาร์ทเมนต์นึงค่อนข้างใหญ่ พี่จะเรียกว่าเป็นหอพัก Impact นะครับเพราะว่าเกือบทั้งตึกนั้นจะเป็นเด็ก Impact อยู่เพราะสะดวกมาก ถ้าน้องๆ นึกภาพก็เหมือนเป็นหอหลังมหาลัยอะไรประมาณนั้นถ้ามาอยู่ก็จะเดินทางมาเรียนสะดวกครับ

York : Melbourne เนี่ยขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดเมืองนึงในโลก ผู้คนที่นั่นและก็อากาศเป็นยังไงบ้างคะ

พี่โอ๊ต Impact : อันนี้เดี๋ยวพี่โอ๊ตเล่าให้ฟังนะครับ Melbourne เป็นเมืองนึงอยู่ทางด้านใต้ของประเทศ Australia อยู่ด้านล่างสุดก็จะอยู่ใกล้ขั่วโลกใต้ อากาศที่นี่ก็จะหนาวถ้าน้องๆ อยากหลบร้อนมาจากเมืองไทยมาใช้ชีวิตหนาวๆดูก็เลือกมาช่วงเดือนมิถุนายน – สิงหาคม 3เดือนนี้จะเป็นหน้าหนาวที่นี่ กรกฏาคม จะเป็นช่วงที่หนาวที่สุดของปี

กันยายน-พฤศจิกายน จะเป็นฤดูใบไม้ผลิจะเย็นๆ ไม่หนาวมากและไม่ร้อนมากอากาศจะอยู่ที่ สิบกว่าๆถึงยี่สิบกว่าองศา

แล้วก็ ธันวาคม-กุมภาพันธ์ จะเป็นซัมเมอร์ก็จะร้อนสุดๆ ช่วงหน้าร้อน ธันวา จะยังไม่ร้อนมาก พีคสุดจะเป็นช่วง มกราคม ปลายๆ บางทีก็ 40 กว่าองศาเลย
อากาศที่นี่บางทีร้อนก็ร้อนมากหนาวก็หนาวมาก น้องถ้าอยากมาเล่นสกีซีซั่นจะมีช่วง มิถุนายน – สิงหาคม แต่หิมะไม่ตกในเมืองจะออกไปนอกเมืองนิดนึง ตามภูเขาก็จะมีสกีรีสอร์ทให้น้องไปเล่น แล้วพอหลังจาก มีนาคม – พฤษภาคม ก็จะเป็นฤดูใบไม้ร่วงอากาศจากอุ่นก็จะค่อยๆ ปรับลงไปเย็น นี่คืออากาศของ Melbourne นะครับ

ส่วนผู้คน ก็อย่างที่พี่บอกว่า Melbourne ค่อนข้างเป็นเมืองที่ Multicultural City ผู้คนก็จะมีหลายเชื้อชาติมากบางทีเดินๆอยู่ในเมืองก็จะงงว่าแบบเห็นหน้าคนแล้วก็เดาไม่ออกว่า เขามาจากมุมในของโลก เพราะว่าคนที่นี่มาจากทั่วทุกมุมโลกเลย มาอยู่ที่ Melbourne ข้อดีและสเน่ห์อีกอย่างของที่นี่ก็คือการเหยียดสีผิวเหยียดเชื้อชาติก็จะไม่ค่อยมีเพราะคนจะคุ้นเคยกับวัฒนธรรมที่หลากหลาย มีความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมและภาษา ที่นี่แต่ละเดือนจะมีเฟสติวัลแทบทุกเดือน เดือนเมษาจะมีงานสงกรานต์เป็น ไทยเฟสติวัล ที่นี่จะมี Federal Square อยู่ในเมืองเขาจะคอยจัดงานพวกนี้ จะมี เจแปนเฟสติวัล ไชนีสเฟสติวัล เลบานีสเฟสติวัล จะมีเฟสติวัล ทุกเดือนครับ อันนี้จะเป็นสเน่ห์ของ Melbourne

แต่ภาพรวมของ Melbourme พี่มองว่าเป็นเมืองที่ออกไปทางยุโรป มากที่สุด ในAustralia ถ้าเทียบกับเมืองอื่นๆ Brisbane เขาก็จะมีสเน่ห์ของเขาเป็นเมืองชายหาดมีความสวยงามทางชายหาดเป็นเมืองแห่งแสงแดด เขาเรียกว่า Sunshine State แต่ถ้าหากเราอยากจะสัมผัสความเป็นเมืองนอกหน่อย หนาวๆ ยุโรปๆก็ต้อง Melbourne น้องลองดูว่าชอบแบบไหน ผู้คนที่นี่ค่อนข้างเฟรนลี่ เพราะเราคุ้นเคยกับวัฒนธรรมที่หลากหลาย เพราะฉนั้นพี่ชื่อว่านี่ทำให้ Melbourne เป็นเมืองที่หน้าอยู่ที่สุดมา 7 ปี ซ้อน แต่ว่าปีที่แล้วและปีนี้เราพลาดไปเป็นอันดับ 2 รองจากกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เดี๋ยวปีหน้าเราจะทวงคืน 😊
ถามว่าทำไม Melbourne ถึงเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลก คำว่าเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกไม่ได้หมายความว่าสวยที่สุดในโลก แต่เป็นเมืองที่มีความปลอดภัยสูงมีเรื่องอาชญากรรมต่ำ มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ค่าครองชีพและรายรับสมดุลกัน ระบบสาธารณสุข การแพทย์ คนสามารถเข้าถึงได้ง่าย คือภาพรวมทั้งหมดที่เขาโหวต รวมถึงระบบสาธารณูปโภค การเดินทางขนส่งด้วย เลยทำให้ Melbourne เป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกมาหลายปีซ้อน ประมาณนี้ครับ

ส่วน Brisbane ถ้าใครชอบอาบแดด ใสบิกินี่ วันเสาร์อาทิตย์ ดำน้ำดูปะการัง ก็จะเป็นแนวนั้น

ถ้า Sydney ก็จะเป็นเมืองใหญ่ไปเลยแบบกรุงเทพประมาณนั้นมีความคึกคัก ผู้คนชอบปาร์ตี้ ถ้าชอบอะไรแนวนั้นก็ต้อง Sydney

แต่ว่าพี่หลงรัก Melbourne ไม่กลับบ้านเลย 😊

York : พอจะรู้กันแล้วใช่มั้ยคะน้องๆ ว่าความน่าอยู่ของ Melbourne เป็นยังไงฟังแล้วก็อยากไปกันเลยทีเดียวเนอะ ที่นี้เดี๋ยวเราจะพาไปดูโรงเรียนกันนะคะ

พี่โอ๊ต Impact : พี่โอ๊ตต้องขออนุญาตินิดนึงว่า Impact คือ English Only เพราะฉะนั้นเดี๋ยวพี่จะต้องพูดภาษาอังกฤษนะครับ เดี๋ยวจะพาไปดูบรรยากาศรอบๆ

พี่แน็ต Impact : โรงเรียนเราจะมี 5 ชั้นนะคะที่ Melbourne
ด้วยเรื่องของ Covid 19 ตอนนี้ ภายในห้องเรียนเราจะจัดที่นั่งให้น้องๆ เว้นระยะห่างและลดจำนวนที่นั่งต่อห้องน้อยลงนะคะปกติเราจะใช้ลิฟท์ แต่วันนี้พี่โอ๊ตจะใช้บัน ตอนนี้หน้าหนาวก็จะมืดเร็วนิดนึง ตอนนี้ข้างนอกก็จะมืดแล้ว ก็จะเห็นว่ามีป้าย English Only ติดอยู่ตลอดทั่วทั้งโรงเรียนเพราะฉนั้นน้องๆ ก็จะไม่หลุดเรื่อง English Only เรามีห้องคอมสำหรับน้องๆนะคะสามารถมาใช้ได้ตรงนี้สามารถเอากระดาษมาปริ้นท์ ได้ที่นี่เลยนะคะเรามีเครื่องปริ้นท์ เตรียมไว้ให้น้องๆ พอดีว่าตอนนี้น้องๆก็กำลังจะเลิกเรียนแล้วเราเลยจะรีบทำนิดนึง

ตอนนี้พี่โอ๊ตมาที่ห้องพี่แนตแล้ว ห้องนี้จะเป็น ห้องสำหรับ Consult ที่พูดภาษาไทยได้และก็จะมีโต๊ะที่เป็นเจ้าหน้าที่ท่านอื่นที่จะพูดภาษาสเปน เกาหลี ซึ่งถ้านักเรียนมาห้องนี้ก็สามารถพูดภาษาของตัวเองได้

พี่โอ๊ต Impact : เดี๋ยวพี่พาไปดูอีกชั้นนึงนะครับ จริงๆ มีทั้งหมด 5 ชั้น แต่เดี๋ยววันนี้พี่พาไปดูแค่ 3 ชั้นก่อนเนอะ

York : โอเคได้เลยค่ะ

พี่โอ๊ต Impact : เดี๋ยวไปดูอีกชั้นนึงกันครับ เป็นชั้นที่สำคัญอีกชั้นนึงคือ ชั้น 5 จะมี Reception อยู่ที่ชั้นนี้ และต่อไปเป็น Student lounge แต่ตอนนี้ปิดอยู่นะครับเพราะต้องเว้นระยะห่าง ชั้นนี้จะมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆให้น้องๆได้มาใช้กัน ทั้งไมโครเวฟ อุ่นอาหาร ตู้เย็น โต๊ะนั่งทานอาหาร

พี่แน็ต Impact : และมี Impresso café ด้วยเป็นคาเฟ่ของเราข้างในโรงเรียนน้องๆก็สามารถซื้อกาแฟได้ในโรงเรียนเลยนะคะในราคาแค่ 2 AUD และนี่จะเป็นห้องคอมนะคะทุกชั้นจะมีห้องครัวให้น้องๆได้ใช้หมดเลย ค่ะ ก็จะประมาณนี้ อันนี้ให้ดูคร่าวๆนะคะ

ต่อไปจะเป็นที่ Brisbane นะคะ ก็จะเหมือนที่ Melbourne ก็จะมีห้องสมุดให้น้องๆสามารถมายืมได้มีห้องคอมให้มาใช้ได้เหมือนกันค่ะ น้องๆก็สามารถมานั่งทำการบ้านหรือหาข้อมูลได้ค่ะ ที่ Brisbane จะมี 3 ชั้นนะคะ จะเห็นได้ว่าน้องๆ ก็จะต้องนั่งห่างกัน และช่วงนี้เราจะใช้บันไดงดใช้ลิฟท์ ตามกฏการเว้นระยะห่าง ตอนนี้เราก็จะขอความร่วมมือน้องๆให้ใช้บันไดช่วงนี้ซึ่งน้องๆก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ค่ะ อันนี้จะเป็นห้องเรียนค่ะมีเจลล้างมือให้ใช้นะคะ ส่วนตรงนี้เป็น lounge ซึ่งมีข่าวดีคือตอนนี้ที่ Brisbane สามารถเปิด ให้นักเรียนเข้ามานั่งทานข้าวและคาเฟ่ก็เปิดกลับมาปกติแล้วนะคะแต่ที่ Melbourne ก็ยังต้องรออีกนิดนึง ทั้ง 2 ที่ก็จะมีอุปกรณ์ ตู้เย็น ไมโครเวฟให้น้องๆ ได้ใช้เหมือนกันนะคะแล้วเราก็เตรียมอุปกรณ์ในการล้างทำความสะอาด คอนเทนเนอร์ แก้วน้ำ ขวดน้ำของน้องๆ ไว้ให้ใช้นะคะจะได้ล้างทำความสะอาดกันก่อนกลับบ้านเวลาดูบางทีก็จะงงนะคะ ว่าที่นี่ Brisbane หรือ Melbourne เพราะทุกอย่างจะอยู่ในสีคุมโทนอยู่ในสีเดียวกันเลย อันนี้ก็จะเป็นอีกหนึ่งห้องเรียนนะคะ ตอนนี้ที่โรงเรียนทั้ง 2 ที่ก็ยังจะต้องควบคุมในเรื่องของการเว้นระยะห่าง 1.5 เมตร นะคะตอนนี้ก็อาจจะเป็นการเรียนแบบ New Normal ธรรมดาที่ไม่ธรรมดานิดนึงนะคะ แต่ว่าที่ Brisbane ตอนนี้ก็ดีขึ้นมากแล้วจำนวนผู้ติดเชื้อก็ลดลงมาก อันนี้ก็คุณครูกำลังสอนอยู่เลยนะคะ และนี่ก็จะเป็นห้องเรียนที่น้องๆเรียนกันอยู่เลยนะคะ ก็จะเห็นว่าจะมีอุปกรณ์ทำความสะอาดก่อนเข้าห้องเรียนก็จะต้องล้างมือด้วยเจลล้างมือ และคุณครูก็จะมีการแจกกระดาษเปียกที่ทำความสะอาด นะคะและจะมีสเปรย์ตั้งไว้ให้น้องๆ ด้วยก่อนนั่งเนี่ยน้องๆก็จะทำความสะอาด ของตัวเองด้วย เรามีตรงนี้จัดเตรียมไว้ให้นะคะ จะเห็นว่าเก้าอี้นั่งที่ Brisbane จะดูเยอะกว่าที่ Melbourne แล้วเพราะที่ Brisbane เขาปลดล็อกดาวน์ ไปเยอะแล้ว ห้องเรียนก็จะเห็นว่าบรรยากาศข้างนอกมีพระอาทิตย์สดใสเลย

พี่แน็ต Impact : นี่คือคุณไมค์นะคะ น้องๆ เนี่ยพอไปเรียนที่ Brisbane คุณไมค์ หล่อน้องๆ ก็ไม่กลับมาหาพี่แนตแล้วค่ะ 😊 คุณไมค์ใจดีค่ะ คุณไมค์จะคอยช่วยเหลือนักเรียนไทย การดูแลก็จะเหมือนกันค่ะ คุณไมค์ก็จะดูแลในเรื่อง Study Plan ด้วยแล้วก็น้องๆที่ไปเรียน Queensland University ก็มีหลายคนค่ะเด็กปั้นคุณไมค์ เด็กปั้นพี่โอ๊ต พี่แนต ก็มีนะคะ😊 ไป RMI University, Melbourne University ก็จะช่วยกันในเรื่องของ IELTS นะคะ
รับรองว่ามาที่นี่เนี่ยประสบความสำเร็จ มาแล้วไม่ได้อยู่คนเดียว จะมีพี่ๆ คอยดูแล ผลักดันและสนับสนุนค่ะ

พี่โอ๊ต Impact : ถ้ามาที่นี่ ก็จะมี พี่โอ๊ตกับ พี่แนต เป็นเหมือนคุณครูแนะแนว นะครับจะคอยบอกว่าควรจะทำอะไรยังไง คอยดูแลน้องๆ ในการอยู่ที่นี่

York : ที่นี่คือสัมผัสได้เลยว่ามีการดูแลเอาใจใส่เหมือนครอบครัวเลยนะคะ และสำหรับน้องๆที่มาดูคลิปเมื่อกี้นี้นะคะเมื่อกี้อาจจะเปิดได้แค่นิดเดียว เดี๋ยวพี่จะลงคลิป Campus Brisbane ให้น้องๆไปดูได้ใน Facebook อีกทีนะคะ

York : งั้นเดี๋ยวขอย้ำอีกทีในเรื่องของโปรโมชั่นนะคะน้องๆ ตอนนี้ค่าเรียน ที่ Melbourne จะอยู่ที่ $AU290 ต่อสัปดาห์ นะคะ ส่วนที่ Brisbane จะอยู่ที่ $AU270 ต่อสัปดาห์ ค่ะ และสมัครเรียน 10 สัปดาห์ ฟรี 1 สัปดาห์นะคะ ถ้าน้องๆ สนใจติดต่อ York ได้เลยนะคะ

York : วันนี้ต้องขอขอบคุณพี่แนตและพี่โอ๊ตมากๆ เลยนะคะที่มาพูดคุยกับเราในวันนี้

พี่โอ๊ต Impact : ยินดีมากๆ เลยครับอยากจะฝากน้องๆ ไว้ว่าถึงตอนนี้เราจะมีวิกฤตในเรื่อง Covid 19 แต่น้องๆ ต้องไม่หยุดฝันน้องๆ ยังไงก็วางแผนการเรียนไว้นะครับพอทุกอย่างเริ่มสงบลงทุกอย่างก็จะค่อยๆดีขึ้นพอดีขึ้นเมื่อไหร่เราก็จะได้เริ่มต้นมาเรียนกันครับ

พี่แน็ต Impact : พี่แนตก็ขอทิ้งท้ายไว้นิดนึงในเรื่องของการมาเรียนต่างประเทศเนี่ยจะต้องมีเรื่องของการทำวีซ่าเนอะในสถาณการณ์แบบนี้ก็เตรียมเอกสารแพลนๆไว้ก่อนก็ได้นะคะหรือจะจองโปรโมชั่นของ Impact ไว้ก่อนก็ได้แล้วพอทุกอย่างปกติแล้วน้องๆก็ค่อยมาเริ่มเรียนตอนนั้นแต่โปรโมชั่นแบบตอนนี้เนี่ยพี่แนตต้องบอกว่าหาไม่ได้อีกแล้วค่ะ

York : ขอบคุณพี่โอ๊ตและพี่แนตนะคะ สวัสดีค่ะ

 

 

 

 

เรียนต่ออังกฤษ

เรียนภาษาที่อังกฤษ

เรียน High school ที่อังกฤษ

เรียน Certificate ที่ออสเตรเลีย

เรียนต่ออเมริกา

เรียนภาษาที่อเมริกา

เรียนปริญญาตรีที่อังกฤษ

เรียน Diploma ที่ออสเตรเลีย

เรียนต่อออสเตรเลีย

เรียนภาษาที่ออสเตรเลีย

เรียนปริญญาโทที่อังกฤษ

เรียนปริญญาตรีที่ออสเตรเลีย

เรียนต่อนิวซีแลนด์

เรียนภาษาที่นิวซีแลนด์

เรียน High school ที่อเมริกา

เรียนปริญญาโทที่ออสเตรเลีย

เรียนต่อแคนาดา

เรียนภาษาที่แคนาดา

เรียนปริญญาตรีที่อเมริกา

เรียนแฟชั่นที่ Marangoni

เรียนต่อสวิตเซอร์แลนด์

เรียนการโรงแรมที่สวิตเซอร์แลนด์

เรียนปริญญาโทที่อเมริกา

เรียนทำอาหารที่ Le Cordon Bleu

York Institute 90 Fifty Fifth Thonglor, Unit 4L4 (4th. Fl.), Sukhumvit 55 (Thonglor 2), Bangkok 10110 THAILAND Tel: (66) 2-009-1172, (66) 94-916-1644, (66) 94-661-9626 Email: info@york-institue.com Copyright © 2019 All Rights Reserved.