02-009-1172, 094-916-1644, 094-661-9626 @york-institute

Blogs

live สดกับคุณกิ๊ก ASEAN Regional Manager ของสถาบันการโรงแรมระดับโลกที่สวิตเซอร์แลนด์ BHMS

วันนี้ York Institute มีโอกาส live สด พูดคุยกับพี่กิ๊ก ASEAN Regional Manager จาก BHMS เมือง Luzern ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

B.H.M.S. Business & Hotel Management School (โรงเรียนการบริหารจัดการธุรกิจและการโรงแรม BHMS) ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2515  ตั้งอยู่ใจกลางเมืองลูเซิร์น เปิดสอนหลักสูตรการบริหารจัดการ ธุรกิจการโรงแรมที่ได้มาตรฐาน BHMS ได้มีความร่วมมือกันระหว่าง มหาวิทยาลัย Robert Gordon university of Aberdeen สหราชอาณาจักร และมหาวิทยาลัย City University of Seattle ประเทศสหรัฐอเมริกา เปิดให้การศึกษาในหลักสูตรปริญญาตรี หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพและหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต

วันนี้พี่กิ๊ก มาให้ข้อมูลแบบละเอียดสุดๆ ทั้งแนะนำโรงเรียน, หลักสูตร, ค่าเรียนและค่าใช้จ่ายตลอดระยะเวลาเรียน. ทุนการศึกษา, ที่พักของนักเรียน, การฝึกงานว่ามีรายได้เท่าไหร่, ฝึกงานอะไร , กินอยู่อย่างไร มีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่, เมือง Luzern เป็นอย่างไร, สถานการณ์ปัจจุบันหลังโควิดและตอบทุกคำถามยอดฮิตที่พี่ๆ York Institute ได้รับจากน้องๆ   คลิกที่ภาพเพื่อฟังสัมภาษณ์ได้เลยค่ะ (หรือจะอ่านบทสัมภาษณ์ด้านล่างก็ได้ค่ะ)

York: สวัสดีค่ะ พี่เกลจาก York นะคะ วันนี้นะคะเราจะมาพูดคุยเกี่ยวกับการเรียนต่อการโรงแรมที่ประเทศสวิส กับ BHMS ค่ะ แล้ววันนี้พี่เกลก็ไม่ได้มาคนเดียวนะคะ พี่เกลมีแขกรับเชิญพิเศษมาด้วยนะคะ พี่กิ๊กจาก BHMS ค่ะ สวัสดีค่ะพี่กิ๊ก

BHMS: สวัสดีค่ะ น้องเกล และน้องๆ, ผู้ปกครองจาก York Institute นะคะ นานเลยนะที่เราไม่ได้เจอกัน

York: เดี๋ยวให้พี่กิ๊กแนะนำตัวก่อนเลยดีกว่านะคะ

BHMS: ค่ะ ก็หลายๆ คนคงอาจจะรู้จักกันแล้วนะคะ พี่ชื่อพี่กิ๊กนะคะ พี่กิ๊กเป็นผู้จัดการส่วนภูมิภาคอาเชียนของสถาบัน BHMS, Business and Hotel Management School เราเป็นสถาบันที่สอนด้านธุรกิจ และการโรงแรมอยู่ที่ใจกลางเมืองลูเซิร์น สวิสเซอร์แลนด์ เดี๋ยววันนี้เราจะมาคุยกันนะคะว่า BHMS สอนอะไรกันแน่ มันมีแค่การโรงแรมหรือเปล่านะคะ

York: ได้เลยค่ะ งั้นอยากให้พี่กิ๊กแนะนำโรงเรียน BHMS ให้น้องๆ รู้จักหน่อยค่ะ

BHMS: ได้เลยค่ะ เดี๋ยวบอกก่อนนะคะเผื่อน้องคนอื่นที่เพิ่งเข้ามา ถ้าอยากได้อะไรตอนนี้เราก็เป็นยุคออนไลน์กันแล้วเนอะ เพราะฉะนั้นหยิบมือถือขึ้นมาสแกนบาร์โค้ดตรงนี้ได้เลยค่ะ พอสแกนบาร์โค้ดตรงนี้เราก็จะได้เล่มโบร์ชัวร์กันไป พอได้เล่มโบร์ชัวร์แล้วถ้าอยากจะติดต่อสอบถามเพิ่มเติม สามารถถามกับทางพี่เกลหรือ York Institute ได้นะ หรือว่าถ้าเกิดคิดถึงพี่กิ๊ก อาจจะให้พี่เกลช่วยติดต่อพี่กิ๊กให้ก็ได้นะคะ อย่างงั้นเดี๋ยวพี่กลับมาแนะนำโรงเรียนก่อนเนอะ ก็เพื่อที่จะให้น้องๆ เห็นภาพมากขึ้น เดี๋ยวพี่ขอที่จะอนุญาตเปิดสไลด์ประกอบแล้วกัน นะน้องเกล

York: ได้เลยค่ะ

BHMS: จะได้ไม่ต้องพูดเฉยๆ นะคะ ก็อย่างเมื่อกี้น้องเกลถามเรื่องโรงเรียนนะ หลายๆ คนก็คงจะทราบเรื่อง BHMS เพราะว่าโรงเรียนเราก็ค่อนข้างจะดังในภูมิภาคนี้นะคะ  BHMS เรามีประวัติค่อนข้างยาวนานนะคะ คือถ้าเห็นในนี้ก็เกือบจะ 90 ปีแล้วนะคะ กับทาง Benedict Education Group บริษัทแม่ของเรา ก็ตั้งอยู่ที่กรุงซูริค ส่วน BHMS ตั้งอยู่ใจกลางเมืองลูเซิร์น ซึ่งถ้าขับรถจากซูริคนะก็ไม่ถึง 1 ชั่วโมง ซึ่งถ้าเกิดเป็นช่วงปกติ ซึ่งตอนนี้ก็เกือบปกติ 100% แล้วนะ ซึ่งก็จะมีนักเรียนเข้ามาเรียนกันประมาณ 85 – 95 เชื้อชาติ เพราะฉะนั้นนักเรียนถ้าใครมาเรียนก็จะได้รู้สึกถึงความเป็น international หรือความเป็นนานาชาติที่แท้จริงนะคะ แล้วก็มีโปรแกรมต่างๆ มากมาย เดี๋ยวเราค่อยดูกันต่อไปนะคะ ตอนนี้ก็แต่ละปีการศึกษาของเราก็จะมีนักเรียนลงทะเบียนเข้ามาในระบบประมาณ 1,000 คนเลยค่ะน้องเกล แต่ว่าเราก็ไม่ต้องห่วง นักเรียนก็ไม่ต้อง worry หรือกังวลว่าเอ โรงเรียนจะดูแลนักเรียนทั่วถึงไหม เพราะว่า 6 เดือนแรกเราก็จะเรียนที่ใจกลางลูเซิร์น ส่วนอีก 6 เดือนก็จะเป็นฝึกงาน Internship เพราะฉะนั้นนักเรียนที่จะอยู่โรงเรียนก็จะมีประมาณ 400 กว่าคนเพราะอีกครึ่งนึงเค้าต้องไปฝึกงานกันไงคะ  ส่วน ณ ตอนนี้ ณ ช่วงเวลาที่เกือบปกติก็จะมีนักเรียนประมาณ 250 – 350 คนประมาณนี้ เพราะสวิสก็ค่อนข้างปลอดภัย นักเรียนที่ยังอยู่ในโรงเรียนก็มีอีกเยอะค่ะ

York: โรงเรียน BHMS มีเปิดสอนหลักสูตรอะไรบ้างคะพี่กิ๊ก

BHMS:  เดี๋ยวก็แนะนำ location ก่อนที่จะไปหลักสูตรนะคะ วันนี้มีเตรียม location มาให้ดูด้วยค่ะ ก็คืออย่างที่เราเห็นข้างหลังฉากพี่นะคะ นี่ไม่ใช่ BHMS ถ่ายเองนะคะ อันนี้เอามาจาก Switzerland Tourism Organization ซึ่งเป็นรูปของการท่องเที่ยวที่สวิสเซอร์แลนด์ที่เค้าถ่ายเอาไว้ เป็นใจกลางของเมืองลูเซิร์นนะคะ ซึ่งโรงเรียนเราน้องเกลเห็นไหมที่วงกลมสีแดงนั่นแหละ ก็คือสถานที่ตั้งของแคมปัสเราเนอะ ก็คือตึก city campus อันโด่งดัง  เราก็จะเห็นอยู่ในวงกลมสีแดง ก็จะเห็นว่าที่ตั้งของ BHMS จะอยู่ใจกลางเมืองลูเซิร์นและสามารถเดินทั่วถึงกันได้หมดเลยนะคะ จะเดินมาแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ ที่เป็นสะพานไม้ก็เดินมาไม่ถึง 10 นาทีก็จะถึงแล้ว เห็นไหมว่าการเดินทางมันค่อนข้างง่าย ประหยัดค่าเดินทางด้วยนะคะอีกอย่างนึงนักเรียนมาเรียนก็ไม่เบื่อ ชีวิตความเป็นอยู่ก็สามารถเข้าถึงความเป็น international ของธุรกิจการท่องเที่ยวจริงๆ ได้นะคะ ตั้งแต่สมัยที่เราเรียนอยู่ที่โรงเรียน BHMS แล้วนะคะ ส่วน BHMS เราตั้งอยู่ใจกลางลูเซิร์นใช่ไหม ลูเซิร์นก็ตั้งอยู่ใจกลางสวิสเซอร์แลนด์ ส่วนสวิสเซอร์แลนด์ก็อยู่ใจกลางยุโรปนะคะ เวลาที่นักเรียนมาเรียนกับ BHMS เนี่ยสามารถเดินทางทั่ว Schengen area ทั่วยุโรปได้ โดยที่ไม่ต้องขอวีซ่า แล้วก็เด็กนักเรียนที่มาเรียน เค้าก็จะมีพวกตั๋วรถไฟถูกๆ ก็สามารถเดินทางได้ท่องเที่ยวได้ หรือใครไปอยากไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ก็สามารถอยู่ทำกิจกรรมกับโรงเรียนได้ ซึ่งก็จะพาไปทัศนศึกษาด้วย

ส่วนหลักสูตรที่น้องเกลถามเนอะ ขอเริ่มตั้งแต่ระดับปริญญาตรีเลยนะคะ เพราะว่าปริญญาตรีที่ก็ค่อนข้างเป็นที่นิยมในหมู่น้องๆ เนอะ ปริญญาตรีเราจะมีทั้งหมด 3 สาขา น้องเกลจำได้ใช่ไหมคะ เราก็จะมีทั้งการบริหารการโรงแรมและธุรกิจการบริการ ซึ่งอันนี้จะเป็น Business & Hospitality Management  จนบางคนเค้าลืมไปนึกว่า BHMS สอนแค่การโรงแรม ซึ่งไม่จริงเนอะ เรายังมีสายสีฟ้าอยู่ เห็นไหมคะสายสีฟ้าเรียนพวก Global Business Management เป็นการบริหารธุรกิจทางด้านภาพรวมนะคะ หรือว่าจะเป็นทางด้านธุรกิจอาหารหรือการทำอาหารก็จะมีสาย Culinary Arts นะคะ

เรามาเริ่มต้นจากสายที่น้ำเงินก่อนนะคะการบริหารไม่ว่าจะเป็นบริหารการโรงแรมหรือว่าบริหารธุรกิจทั่วไปนะคะ น้องเกลจะเห็น และน้องๆ จะเห็นว่าเราจะเรียนปริญญาตรีกัน 3 ปี นักเรียนที่จบมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือว่าอาจจะจบ GED มา หรือ IGCSE มางี้ก็ สามารถเข้าปริญญาตรีปี 1 ได้เลยไม่ต้องเรียนซ้ำนะคะ foundation หรือว่า Year 0 หรือว่า Certificate ใดๆ มาเรียนปี 1 ได้เลย ปี 1 ของเราก็จะมีวุฒิให้ด้วยนะ จะเป็นวุฒิ Diploma นะคะ ระบบการเรียนของเรา เราเรียน 3 ปีก็จริง แต่ละปีการศึกษาจะเรียน 6 เดือนในใจกลางลูเซิร์นเมื่อกี้ที่พี่ชี้ให้ดูแล้วนะ ที่แนะนำให้ดูนะคะ และอีก 6 เดือนเราก็จะไปฝึกงานแบบมีรายได้ แต่ว่าก็ต้องตั้งใจฝึกด้วยนะคะไม่ใช่ว่าแค่คิดว่าไปฝึกงานมีเงินแค่นี้คือนักเรียนจะต้องเก็บเครดิตจากการฝึกงานด้วยนะคะ ก็จะเรียน 6 เดือน ฝึกงาน 6 เดือน เท่ากับว่าถ้านักเรียน เรียน 3 ปี เค้าฝึกงานกัน 3 ครั้งเลยนะ ก็เรียกได้ว่ามีประสบการณ์การทำงานปีกว่า ก็เท่ากับว่าจบมาเราก็จะเป็นคนที่มี คุณสมบัติทั้งทางด้านการเรียนและประสบการณ์ค่ะ

แต่ที่อยากจะแนะนำอีกอย่างนึงก็คือถ้าเกิดว่าเราอยากจะจบปริญญามาแล้วไม่ว่าเราจะเรียน Business & Hotel Management หรือว่า Global Business Management  เราจะได้เป็น Double Degreeด้วย คือได้ปริญญา 2 ใบเลยนะ คือปริญญจากจาก BHMS เองเลย หรือว่า Robert Cordon University ที่ UK ก็เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 อ่อ 3 เลยนะ ได้ปริญญาจาก Swiss, UK และก็ได้ประสบการในการฝึกงาน อันนี้ก็ไม่อยากลงลึกมากเดี๋ยวจะเบื่อกัน ก็อยากคุยเบาๆ กับน้องเกลบ้าง

อันนี้ก็ระบบทำอาหารก็จะเรียน 3 ปี จบปริญญาตรี และใครอยากมาเรียนคอร์สแต่ละปีก็ได้ ใครไปเรียนที่อื่นมาแล้วแต่ว่าอยากเรียนแบบสวิสฯ อยากผ่านการฝึกงานแบบสวิสฯบ้าง ก็สามารถ transfer มาเรียนกับเราได้ ไม่ว่าปริญญาตรีแบบบริหารหรือว่าทำอาหาร เราก็รับ Transfer หมดนะคะ หรือว่าใครที่จบปริญญาตรีแล้ว แต่ไม่อยากเรียนถึงปริญญาโท เพราะอาจจะคิดว่าเครียดเกินไป หรือเพราะว่าเราอยากเรียนการปฎิบัติทางด้านอาหารโดยเฉพาะนั่นก็คือ postgraduate Diploma ตรงสีแดงทางด้าน culinary arts นะคะ หรือว่าเป็นทางสีน้ำเงินอาจจะเรียนด้านทาง postgraduate diploma ทางด้าน hospitality management ก็บริหารธุรกิจการโรงแรมโดยตรง ก็อันนี้จะเน้นภาคปฎิบัติหน่อย

แต่ทีนี่ก็จะมีอีกอันนึงที่นักเรียนไทยนิยมกันมาก ปริญญาโท 1 ปีนะคะ ก็จะเป็น Master of Science นะคะ แน่นอน Concept เดิมเราต้องมีสองสาขาให้เลือกคือ international hospitality business management นะคะ หรืออีกสาขานึงก็คือสาขาบริหารธุรกิจทั่วไปนักเรียนก็สามารถเลือกเรียนได้

อย่างที่พี่ย้ำตั้งแต่แรกนะคะชื่อสถาบันเราคือ Business & Hotel Management School แน่แหละเราไม่ได้มีแค่การโรงแรมหรือธุรกิจบริการ เรามีบริหารธุรกิจทั่วไปด้วยนะคะ concept เหมือนเดิมเลยถึงแม้จะเรียน 1 ปีคือคุ้มมาก เรียน 6 เดือนใจกลางเมืองลูเซิร์นนะคะ อีก 6 เดือนก็ไม่ทิ้งการฝึกงาน เมื่อครบ 1 ปีก็จะได้รับปริญญาโท Master of Science 2 ใบ คือ จาก BHMS และก็จากมหาวิทยาลัย partner ของเราจากฝั่ง UK Robert Gordon University ประเทศอังกฤษ

หรืออีกโปรแกรมนึงสำหรับคนที่มีประสบการณ์ทำงานแล้วจบปริญญาตรีแต่ทำงาน full-time ไม่ว่าสาขาไหนก็ตามอย่างน้อย 1 ปี แต่อยากเรียนสไตล์ MBA เมื่อกี้ MSc จะค่อนข้างเจาะลึก ส่วน MBA จะเป็นด้านบริหารธุรกิจนะคะ หรือบ้างคนทำงานไปแล้วอยากจะปรับความสามารถด้านการบริหารมากขึ้นก็อาจจะมาเรียน MBA ก็ได้ เรียน 6 เดือน ฝึกงาน 6 เดือน เช่นกันก็จะได้ปริญญา MBA 2 ใบ อันนี้ก็จะเป็นเรื่องหลักสูตร หวังว่าคงยังไม่เบื่อกันซะก่อน

York: ยังเลยค่ะ เดี๋ยวเกลถามเรื่องหลักสูตรเมื่อกี้นี้เพิ่มเติมดีกว่าเนอะ เผื่อน้องๆ ที่ฟังจะยังสงสัยอยู่ เท่ากับว่าถ้าน้องเรียนปริญญาตรีที่ BHMS 3 ปี แต่ละปีที่น้องจบ น้องก็จะได้วุฒิทุกปีถูกไหมคะ

BHMS: ใช่ค่ะ แต่ถ้าบางคนลืมขอ ก็ไม่เป็นไรนะคะ พอตอนจะจบก็สามารถแจ้งกับโรงเรียนได้นะคะ

York: แล้วการเรียน PGD หรือ Postgraduate Diploma น้องๆ อาจจะสงสัยนิดนึงเพราะว่าบางคนอาจจะไม่ค่อยคุ้นกับคำนี้สักเท่าไรนะคะ ก็ต้องถามพี่กิ๊กก่อนว่าปกติคอร์ส Postgraduate Diploma เหมาะกับนักเรียนแบบไหน

BHMS: Postgraduate Diploma เหมาะกับน้องที่จบปริญญาตรีมาแล้ว แต่ว่าอยากจะเรียนเชิงการปฎิบัติมากขึ้น หรืออยากจะเจาะด้านนั้นไปเลย ถ้าภาษาในวงการก็จะเรียกว่าอยากเรียนรู้หน้างานค่ะน้องเกล อย่างเช่นถ้าพี่ไม่เคยทำเรื่องโรงแรมมาเลยแล้วพี่จบปริญญาตรีสาขาอื่น พี่อยากทำงานการโรงแรมและรู้ว่าเค้าปฏิบัติงานกันอย่างไร อยากรู้ในเชิงลึก พี่ก็สามารถเลือกมาเรียน Postgraduate Diploma ทางด้าน Hospitality Management ได้ เค้าก็จะสอนตั้งแต่ Front Office

แต่ถ้าเป็น MSC ก็ต้องจบป.ตรีเหมือนกันใช่มั้ย น้องบางคนอาจจะสับสนว่าจบป.ตรีก็ไป MSc ก็ได้ PGD ก็ได้ แต่ MSc เค้าจะเจาะไปในมุมมองของฝ่ายบริหารเบื้องบนมากกว่า อย่างถ้าพี่เรียน MSc แล้วพี่ไม่เคยทำงานการโรงแรมมาก่อนเลยก็อาจจะไม่รู้ว่าหน้างานเค้าทำ Check-in ลูกค้าอย่างไง พูดง่ายๆ เนอะ แต่ MSc เราก็จะเรียนรู้ว่าเราจะบริหารฝ่าย Front office หรือ ฝ่ายหน้างานอย่างไงนะ ก็คือพูดง่ายๆ เป็นการทำงานในเชิงลึกก็จะเป็น Postgraduate Diploma Hospitality Management แต่ถ้าเราอยากเรียนรู้ในมุมของฝ่ายบริการ เตรียมพร้อมเป็นผู้บริหารก็ตามหรือเตรียมพร้อมขึ้นตำแหน่งที่สูงขึ้นอาจจะเป็นทางด้าน Master ปริญญาโท

York: โอเคค่ะ แล้วคอร์สที่เป็นพวกที่ไม่ใช่การโรงแรม เพราะว่าต้องถามก่อนว่าน้องบางคนอาจจะอยากเรียนคอร์สอื่นที่ไม่ใช่การโรงแรมก็จะเป็น Global Business Management ถูกไหมคะ ต้องถามก่อนว่า Global Business Management นี่ น้องไม่ต้องเรียนการโรงแรมเลยต้องไหมคะ

BHMS: เป็นคำถามที่ดีมากนะคะ แน่นอนถ้าเมื่อกี้ใครได้ดาวน์โหลดจะเห็นว่ารายวิชา อันนี้พูดถึงป.โท ก่อนเนอะ รายวิชาของ Global Business Management จะไม่มีเกี่ยวกับการโรงแรมเลยหมายถึงวิชาบังคับนะคะ แต่ว่าเนื่องจากเรามาเรียนที่สวิส เราก็ต้องเอาข้อโดดเด่น เอาประโยชน์ของเขาไปน่ะคะ เพราะฉะนั้นแล้ว BHMS โรงเรียนก็จะแถมใส่วิชาไปที่จำเป็นของฝ่ายการโรงแรมที่จำเป็นในด้าน Global Business Management ด้วยเช่นวิชา food service operation เพราะว่าอะไร เพราะว่ามันไม่ใช่แค่เกี่ยวกับการให้บริการอย่างเดียวนะ มันเกี่ยวกับบุคคลิกภาพด้วย ว่าเราต้องเข้าหาผู้คนอย่างไร แต่งตัวแบบไหน หรือมีบุคคลิกภาพแบบไหน เพราะฉะนั้นเค้าก็จะใส่วิชาพวกนี้ไปด้วย น้องๆ ถึงจะเรียนฝ่ายบริหารเค้าก็จะได้องค์ความรู้ของฝ่ายการโรงแรมไปด้วยนะคะ มันก็เป็นประโยชน์นะ เป็นเรื่องเกี่ยวกับบุคลิกภาพการเข้าสังคมของเรา

York: ก็คือสรุปว่าน้องๆ คนไหนไม่ว่าจะเรียนปริญญาตรีหรือเรียนปริญญาโทต่อให้เลือกเป็น Global Business Management สิ่งที่น้องได้กลับไปก็จะเป็น skills ของ hotel ด้วยนิดนึงถูกไหมคะ ในเรื่องของการบริหารบุคคลิกภาพต่างๆ ที่เป็นจุดเด่นของสวิส

BHMS: แต่ว่ายิ่งปริญญาตรีนะคะน้องเกล ปี 1 ปี2 เห็นไหมว่าน้องๆ จะได้เรียนผสมกันเลยนะก็จะเป็น Diploma in Business & Hospitality Management ปี 1 ปี2 ก็จะเป็น Hospitality management เห็นไหมคะเค้าก็จะเรียนผสมไปเลย ทั้งบริหารธุรกิจทั้งหมด และบริหารธุรกิจการโรงแรมและการบริการ เพราะฉะนั้น BHMS ต้องการสร้างนักเรียนหรือผู้ที่จบมาแล้วนะคะ มีความรู้ขององค์ทั้ง 2 ฝ่าย เวลาที่เค้าออกไปทำงาน เค้าจะมีทางเลือกได้มากขึ้น มีโอกาสในการทำงานมากขึ้น นั่นแหละเป็นความตั้งใจของเรา เราก็เลยผสมผสานระหว่าง Business และ ก็ Hotel เข้าด้วยกัน จะไม่ใช่ว่าเป็นการโรงแรมจ๋า บริการอย่างเดียวนะคะ แล้วก็สามารถผันตัวไปทำงานอย่างอื่นได้ น้องๆ ของพี่ที่จบแล้วกลับมาบางคนทำงานธนาคารก็มี บริษัทประกันก็มี หรือทำงานพวก marketing บริษัท Agency ต่างๆ ก็มีด้วยค่ะ หรือทำพวก Retail ก็ได้ SMCG อะไรอย่างนี้

York: เรียกได้ว่าเรียนจบด้านการโรงแรมหรือ hospitality มันก็ไม่ได้จำเป็นที่น้องต้องทำงานในโรงแรมถูกไหมคะ น้องๆ ก็สามารถที่จะ ทำงานในสายอื่นๆ ได้เช่นที่พี่กิ๊กได้บอกไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ หรือสายการบินเอ่ย หรือว่าพวกงานที่เป็นธุรกิจการก็ได้เนอะ โอเคถือว่าค่อนข้างกว้างพอสมควรสำหรับน้องๆ บางคนที่สนใจด้านนี้อยู่นะคะ แล้วก็ถามนิดนึงเห็นเมื่อกี้บอกว่ามี Culinary Arts ด้วยก็คือเรียนทำอาหารถูกไหมคะ ขอให้พี่กิ๊กอธิบายและแนะนำหลักสูตร Culinary Arts ให้นิดนึงนะคะว่าหลักสูตรตัวนี้อย่างเวลาเรียนน้องๆ จะสงสัยว่าถ้าเรียน Culinary Arts ที่นี่แล้วน้องจะได้อะไรบ้าง ไม่ว่าเป็นอุปกรณ์ ทุกสิ่งอย่าง มีอะไรสอนบ้าง แล้วมีทำอาหารประเภทไหนแนวไหน เดี๋ยวให้พี่กิ๊กแนะนำเพิ่มเติมในเรื่องของ Culinary Arts นิดนึงเผื่อน้องๆ ที่สนใจทำอาหารตอนนี้ดูอยู่นะคะ

BHMS: ใช่ พี่จะเจอคำถามแบบนี้บ่อยมากเลย เพราะถ้าเกิดไปดูจริงๆ ราคาของเราไม่ได้แพงมากนะ เด็กก็จะถามว่ารวมชุดฟอร์มหรือยังคะ รวม ingredient หรือยัง รวมชุดมีดไหม รวมเครื่องครัวไหม อยากจะบอกว่า ที่ BHMS เวลาที่เราแนะนำราคาเราจะครบทุกอย่างแล้วนะคะไม่มี cost ตัว Hidden cost ที่เค้าบอกกันเนอะ ที่ต้องมาจ่ายเพิ่มเติมอะไรนอกจากค่าใช้จ่ายส่วนตัว

ก็คือถ้าเกิดเรียนด้าน Culinary Arts ของเรา เราก็ Cover ทุกอย่างเลยตั้งแต่ชุด uniform , เครื่องครัว และชุดมีด แถมให้เอากลับบ้านไปด้วยนะคะ ไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่ม ส่วนลักษณะการเรียนต้องแล้วแต่เค้าว่า เค้าจบปริญญาตรีมาหรือยัง หรือว่าเป็นเด็กน้อยน่ารักจบมัธยมศึกษาแล้วอยากเรียนด้านทำอาหาร เอาดีทางด้านนี้ไปเลย ก็จะแนะนำตั้งแต่หลักสูตรเรียน diploma ปริญญาตรีไปเลย ปี 1 จนถึง BA Degree ก็อย่างที่พี่บอกนะว่า Diploma ของเราก็สามารถเคลมเป็นปริญญาตรีได้ ก็เป็นปริญญาตรีปีที่ 1 ก็หลังจากที่เรียนจบไปก็จะได้วุฒิการศึกษา

ซึ่ง Culinary Arts ของเรา เราจะไม่ได้แค่สอนให้ทำอาหารตาม Recipe นะคะ  ตามสูตรนะน้องเกล เชฟเค้าจะต้องสอนตั้งแต่ คือเราต้องฝึกให้น้องเป็นเชฟให้ได้นะ ก็คือเค้าสอนตั้งแต่การเลือกวัถุดิบเลยค่ะ ควรเลือกวัตถุดิบแบบไหน แล้วก็สอนตั้งแต่การใช้อุปกรณ์พื้นฐานเลยนะ ใช้ไฟ ใช้มีด ต้องทำให้ได้นะ นอกจากสอนทำอาหารแล้วยังต้องสอนให้นักเรียนออกแบบอาหารเองให้ได้นะคะ คิดค้นเองให้ได้ และพอถึงปี 3 เนี้ย เขาก็ต้อง wrap up ทุกอย่าง ก็คือเราต้องบริหารธุรกิจเองให้ได้ ตั้งแต่ทำ course budget ต่างๆ แล้วก็บริหารธุรกิจอาหาร น้องเกลรู้ไหม ว่าใครที่เข้าสายเชฟจริงๆ น่ะ เมื่อเขาได้ตำแหน่งสูงสุดเป็น Excessive Chef เค้าแทบไม่ได้ทำแล้วนะ ดูแลพวก course budget ต่างๆ นะคะ เพราะฉะนั้นแล้วโรงเรียนก็จะสอนถึงระดับนั้นเลยนะ

บางคนตลกมากเลยมาเรียนกับพี่แต่เค้าก็เคยเรียนที่อื่นมาแล้วนะ เค้าบอกว่าที่อื่นไม่ได้สอน Bucher เนื้อ ก็เลยอยากมาเรียนกับเราเพราะอยากเรียนตั้งแต่แรก เพราะเค้ามีใจรักด้านนี้จริงๆ นะคะ

แต่ว่าทีนี่เราก็ต้องมีช้อยส์ด้วย อย่างคุณพ่อคุณแม่บางคนอาจจะไม่สบายใจที่จะให้ลูกเรียนป.ตรี 3 ปีทางด้าน culinary arts ไปเลย ทีนี่ BHMS ก็ต้องมีทางเลือกให้น้องบางคนอาจจะเรียน Culinary Arts ตามที่ใจรัก ปี1 ปี2 ซึ่งปี1 ปี2 มันก็ cover ทุกอย่างแล้ว อาหารทุกแบบตั้งแต่พื้นฐาน ทำอาหารทุกชนิดตั้งแต่ appetizer จนไปถึงขนมหวาน พอปี 3 นักเรียนสามารถย้าย ก็คือโอนเปลี่ยนสายไปจบทางด้าน Bachelor of Arts ทางด้าน Hotel & Hospitality Management ก็ได้

สมุติว่าเค้าเรียนปี1 ปี2 ได้วุฒิทางด้าน Culinary arts มาประดับเกียรติก่อน ว่าเราสามารถเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าเราสามารถเป็นเชฟทำอาหารได้ พอปี 3 ก็ไปจบปริญญาตรี Hotel & Hospitality Management หรือจะเข้าสายบริหารอื่นๆ ก็ได้ แต่ถ้าเกิดว่าเราใจรักอาหารก็เรียนไปถึงปี 3 เถอะ เพราะปี3 อย่าลืมที่บอกว่ามันจะการ Rap up ความรู้ทั้งหมดเพื่อที่จะไปประยุกต์ต่อไป หรือปี 3 บางทีเราก็จะเชิญเชฟที่โดดเด่นในเรื่องต่างๆ เราก็จะจัด Event ต่างๆ ให้น้องที่เรียนทางด้าน Culinary Arts สามารถฝึกปรือก็ได้รู้ลักษณะการทำอาหารหรือที่เลือกว่า Signature ของเชฟต่างๆ น่ะคะ ก็จะเก็บเป็นประสบการณ์กันไป

York:  เรียกได้ว่า คือถ้าเกิดว่าน้องมีเรียนที่ BHMS สิ่งที่น้องได้คือไม่ใช่ว่าแค่ทำอาหารอย่างไรให้อร่อย เราก็จะได้อย่าง create menu บริหารจัดการในครัว น้องอาจะไปเปิดร้านอาหารในอนาคต หรือเป็นเชฟที่ร้านอาหารซึ่งอย่างที่พี่กิ๊กบอกว่าเชฟจริงๆ แล้วคือเค้าไม่ได้มานั่งลงมือทำ ใช่ถ้าอยู่ในตำแหน่งสูงสุดของสายนะ ก็ถือว่ามีทางเลือกให้น้องๆ ค่อนข้างโอเคเลยนะคะ ถามเพิ่มเติมนิดนึงอันนี้น้องๆ ส่วนใหญ่มักจะถามว่าเวลาที่เรียน Culinary Arts ของที่ BHMS นี่ คือน้องแต่ละคนจะได้อยู่แบบ 1 station ต่อ 1 คนหรือเปล่า หรือว่าต้องแชร์อะไรยังไงเอ่ย

BHMS: แล้วแต่ละระดับและก็ความยากง่ายแล้วกันเนอะ แน่นอนว่าถ้าเรียนตั้งแต่แรกปูพื้นฐาน นักเรียนอาจจะค่อนข้างเยอะหน่อย คลาสนึงประมาณ 15-20 คน แต่เราจะรักษาไว้ที่ 15 คนสำหรับคลาสปูพื้นฐาน station นึงก็อาจจะประมาณ 3-5 คนนะคะ  เพราะว่าอะไร เพราะว่าเรายังไม่ได้โฟกัสเจาะลึกมาก จะเป็นการปูพื้นฐานการใช้ไฟ ใช้มีด ใช้อุปกรณ์กัน สามารถเรียนรวมกับเพื่อนได้ แต่พอระดับอาหารมันยากขึ้นมานะคะ อย่างเริ่มทำจริงจังอาจจะลด station ละ 3 คน หรือถ้าปี 3 โดยตรงหลายวิชาก็จะเป็น 1 station ต่อ 1 คนก็มีนะคะ เอาจริงๆ น้องๆ ก็จะโอดครวญนิดหน่อยนะคะ ก็เรียนกันจริงจังนะคะ ก็สรุป station ละ 3 คน evaluate ทั้ง 3 ปีนะคะ แต่ก็จะมีบางวิชาที่เรียน 1 station 1 คน ก็ต้องทำใจให้ได้น๊า เราคนเดียวกับทั้ง station เลย

York: เอาจริงๆ แล้วมันก็ขึ้นอยู่กับแต่ละวิชานะคะ ว่าความยากง่ายยังไง อันไหนที่ต้องทำคนเดียวให้ได้เท่านั้นเค้าก็จะให้อยู่คนเดียวต่อ 1 station ทีนี่ถามเรื่องฝึกงานดีกว่า คือน้องทุกคนถ้ามาสวิส ทุกคนจะพูดถึงเรื่องของการฝึกงานซะส่วนใหญ่ด้วยความที่สวิส อย่างที่เห็นพี่กิ๊กอธิบายเมื่อสักครู่นี้นะคะ คือมันก็จะเห็นว่ารูปแบบการเรียนคือเรียนในคลาส 6 เดือนและฝึกงาน 6 เดือน ต่อ 1 ปี การฝึกงานโรงเรียนเป็นคนหาที่ฝึกงานให้หรือน้องต้องหาเองคะ

BHMS: วันนี้ก็เตรียมมาให้น้องเกลดูด้วยนะ ทำการบ้านมาก่อน ในสไลด์เป็นการบริการที่โรงเรียนช่วยเหลือเรา สรุปได้ว่าโรงเรียนก็จะช่วยเหลือจัดหางานให้นักเรียนนะ ในการฝึกงานเพราะฉะนั้นเราก็ไม่ต้องกังวลว่าเราต้องไปนั่งหาเองหรือเปล่า หรือหาได้แล้วจะโดนเอารัดเอาเปรียบหรือเปล่า เพราะภาษาเราบางคนก็ยังไม่เก่งเนอะน้องเกลเนอะ อันนี้ก็จะเป็นข้อสรุปของทั้งหมดเป็นการบริการที่โรงเรียนช่วยเหลือเรา

ก็คือโรงเรียนช่วยเหลือตั้งแต่เรียกไปคุยเลย หรือบางทีเรียกไปคุยแล้วนักเรียนไม่มาก็มี พี่แนะนำว่าพอถึงเวลาแล้วโรงเรียนเรียกไปคุยกับไปคุยปรึกษากับโรงเรียนนะคะ หรือว่าเราจะเป็น ฝ่าย active ขอนัดเข้าไปปรึกษาตั้งแต่ต้นๆ เลยก็ได้นะคะ เค้าก็จะเรียกไป เราก็จะคุยกันเรียนรู้ทักษะ เพราะบางคนแล้ว ทักษะมาก็ต่างกันนะคะ ก็จะเรียนรู้ทักษะของน้องว่าคนนี้มีข้อดีข้อเด่นอะไร บ้างคนอาจจะเด่นเรื่อง soft skills เรียนวิชาการไม่เก่ง แต่เก่ง soft skills มากเลยเข้ากับผู้คนได้ หรือคนนี้เก่งภาษา หรือคนนี้ได้ภาษาที่สามมาด้วยอะไรงี้ โรงเรียนเค้าจะเรียนรู้ทักษะพิเศษและเรียนรู้ความต้องการของเรานะ เราสามารถแจ้งความต้องการ เราอยากทำสไตล์ไหน บางคนเด็กอยู่อาจจะขอทำสไตล์ร้านอาหาร เพราะอาจจะไม่เครียดมาก จะได้เรียนรู้ทุกอย่างนะคะ

หรือบางคนบอกว่าอยากทำสไตล์ Luxury brand นะ ซึ่งน้องเกลก็มีน้องที่ทำสไตล์ Luxury brand อยู่ หรือบางคนอยากทำสไตล์โรงแรม หรือบางคน อย่างของน้องเกลฉีกแนวอีกแล้วอยากทำสไตล์ Wellness care ศูนย์ดูแลสุขภาพ เพราะอย่าลืมว่า hospitality มันไม่ใช่แค่ร้านอาหารหรือโรงแรม แต่เป็นพวก Luxury Brand ของแบรนด์เนมก็อยู่ในธุรกิจ hospitality

หรือจะเป็นพวกศูนย์สุขภาพที่ด้านฝั่งยุโรปค่อนข้างที่จะได้รับการยอมรับเป็นที่นิยมและอยู่ในส่วนของ hospitality ด้วย เราก็สามารถแจ้งความจำนงกับโรงเรียนก่อนนะ โรงเรียนก็พยายามดูนายจ้างที่เหมาะสมกับเรา

และเค้าก็จะช่วยเราในการพัฒนา CV ของเราและก็ส่ง CV ให้ด้วยนะ ส่งให้กับทางนายจ้างหรือว่าสถานประกอบการ หรือจะเรียกว่า property แล้วกันนะเป็นศัพท์เทคนิคนะ แล้วเค้าก็จะส่งให้ property ต่างๆ แล้วเมื่อมีใครตอบรับกลับมา แน่นอนเค้าจะไม่ได้ตอบถึงนักเรียนนะ เค้าจะตอบเข้าโรงเรียน โรงเรียนจะแจ้งน้องว่าคนนี้เค้าจะเชิญเราไป interview เค้าก็จะช่วยฝึกเราทางด้านออกไป interview อยู่ดีๆ จะปล่อยนักเรียนไป interview ก็กระไรอยู่ ก็จะช่วยในการออกไป interview บางที่ถ้าเกิดเป็นสถานประกอบการใหญ่ๆ หรือว่ายอดนิยมเค้าอาจจะขอให้นักเรียนไปลองก่อนที่จะเลือกนักเรียน

จะแนะนำไปว่าตอนทดลองงานเราควรทำแบบไหน จนถึงขนาดว่าถ้าน้องผ่าน น้องได้สัญญาโรงเรียนก็จะช่วยดูเรื่องสัญญาให้หรือบางที่เค้าจะให้โรงเรียนร่างสัญญาให้ โรงเรียนเค้าก็จะร่างให้นะ เพราะว่าอย่าลืมว่าเค้าจะต้องใช้ภาษาราชการของสวิสนะคะ สัญญาจ้างเราทำงานที่สวิสฝั่งเยอรมันนีอย่างงี้ อย่างลูเซิร์นเราก็เป็นสวิสฝั่งเยอรมันเนอะสัญญาจ้างงานก็เป็นภาษาเยอรมัน หรือว่าถ้าไปพวกเจนีวา โลซาน สัญญาจ้างงานก็จะเป็นภาษาฝรั่งเศสทางโรงเรียนก็จะช่วยดูให้ว่าเป็นธรรม ได้เงินด้วย

ฝึกงานทั้งหมดของสวิสทุกทีเราได้รับเงินการันตีขั้นต่ำประมาณ 2,218 ฟรังก์ หรือว่าเวลาพี่แนะนำเป็น $US ง่ายดีก็คือ $US 2,200  มากกว่านี้แหละแต่ขอเป็นเลขกลมๆ แล้วกัน $US 2,200  / เดือนนะคะ แล้วก็แน่นอนนักเรียนที่มาเรียนกับเรา บางคนเพิ่งจบม.6 อ่ะน้องเกล สมมุติมาเรียนกับพี่ 17.5 ปีบริบูรณ์อ่ะนะ พอไปฝึกงานก็แค่ 18 ปีเอง ตอน 18 น้องเกลทำอะไรอยู่โตหรือยัง สำหรับพี่อายุ 18 ก็ยังไม่โต ก็เลยเข้าใจ เพราะฉะนั้นเวลาที่น้องๆ ต้องออกไปฝึกงานเค้าก็ต้องมี แน่นอนว่าต้องพบความลำบากบ้าง อาจจะงอแงบ้าง เราก็จะมีทีมงานไปตรวจสอบ ไปเยี่ยมเยียนน้องๆ หรือถ้าน้องๆ มีปัญหาก็สามารถติดต่อกลับมาที่โรงเรียนได้ อย่าเพิ่ม ไม่ใช่ว่าทิ้ง จะต้องทำอะไรตัดสินใจคนเดียว ก็สามารถติดต่อกลับมาที่โรงเรียนได้ เค้าจะมีทีมงานช่วยเหลือนะคะ

York: เรียกได้ว่าเตรียมครบวงจรเลย ตั้งแต่เรื่องการจัดหา ต้องพูดคุยกันก่อนว่าน้องอยากได้อะไร ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ อ้าวน้องฝึกที่โรงแรม A B C อะไรงี้ คือไม่ใช่ใช่ไหมคะ คือดูความต้องการของตัวน้องเป็นหลักด้วย แล้วก็ดูเรื่องของทักษะที่น้องมีว่าควรจะทำแบบไหนแนวไหนแล้วก็ดูแลในเรื่องของการ sign contract ทั้งสัมภาษณ์ interview ต้องบอกก่อนค่ะว่าของที่สวิสทุกคนต้องไปสัมภาษณ์นะคะ ถึงแม้ว่าโรงเรียนจัดหางานให้ดูแลในเรื่องของการหางานให้ แต่ว่าสุดท้ายแล้วน้องๆ จะต้องเป็นคนที่เข้าไปสัมภาษณ์งานกับนายจ้างเองนะคะ

BHMS: ใช่อันนี้อยากย้ำ อย่าลืมว่าเราไปทำงาน เราได้เงิน ก็ถึงเค้าจะใช้คำว่าฝึกงาน แต่เราไปทำงานจริงๆ เราเป็นพนักงานจริงๆค่ะน้องเกล บางทีเค้าติดภาพการฝึกงานจากไทยว่าไป xe-rox เสิร์ฟกาแฟ หรือยืนดู แต่ที่สวิสเราต้องลงมือทำจริงๆ มีความรับผิดชอบจริงๆ เพราะฉะนั้นต้องผ่านการสัมภาษณ์เหมือนการหางานปกติเลยค่ะ เพราะฉะนั้นเวลาที่นักเรียนจบแล้ว เค้าจะมีความเชี่ยวชาญทางด้านการหางาน การทำงานเป็นพิเศษเพราะเค้าได้ผ่านมาทุกขั้นตอนล่วงหน้ามาอยู่แล้ว พี่นึกถึงสมัยตัวพี่เองอ่ะ ตอนจบปริญญาตรีครั้งแรกไปสัมภาษณ์งานตื่นเต้นมากเลยเนอะ แต่กับน้องๆ BHMS ค่อนข้างน่าอิจฉาเพราะว่าเค้าจะชินมาก ทำมาตั้งแต่อยู่ปี 1 แล้วอ่ะ ตั้งแต่อายุ 18 ปี อะไรงี้ ใช่ เพราะฉันนั้นเค้าก็จะค่อนข้างชินและเชี่ยวชาญ

York: แล้วก็อย่างที่พี่กิ๊กบอกเลยเมื่อกี้ว่าถ้าน้องฝึกในสวิสจะได้รับค่าตอบแทนอยู่ที่ 2,218 ฟรังก์ ต่อเดือน พี่แอบคำนวณเป็นเงินไทยให้และ เมื่อกี้คำนวณจากเรทสัก 34 ประมาณนี้ก็จะอยู่ที่ 7หมื่นกว่าบาท 75,000 ต่อเดือนตอนนี้สำหรับการฝึกงานที่สวิส แล้วก็ต้องถามพี่กิ๊กอีกนิดนึงว่านอกจากฝึกงานที่ประเทศสวิสแล้ว น้องสามารถไปฝึกงานที่อื่นได้ไหม อย่างบางคนอาจจะฝึกในยุโรป อยากไปฝึกอีกประเทศหนึ่งอะไรอย่างงี้

BHMS: ได้เลยค่ะ ก็ฝึกงานประเทศอื่น เราก็จะมีฝ่ายจัดหางาน เราจะเรียกว่า international placement โดยเฉพาะนะคะ สำหรับบางคนไปเรียนกับเรา 3 ปีแล้วแน่นอนเค้าก็อาจจะไม่ได้อยากฝึกที่สวิสเหมือนเดิมนะ เค้าก็อยากขยายประสบการณ์เพิ่มพูนประสบการณ์ในต่างประเทศก็สามารถไปได้ค่ะ

ซึ่งพี่ก็มีนักเรียนไทย ขอยกตัวอย่างนักเรียนไทยละกันเนอะ มีนักเรียนไทยไปฝึกที่เบลเยี่ยมก็มี สเปนก็มีนะน้องเกล ฝรั่งเศสก็มีมาแล้วนะคะ หรือว่าแปลกไปกว่านั้นก็มีมัลดีฟ ไปทำถึงจาไมก้าก็มี เก่งมากเลย แล้วก็ประเทศยอดฮิตสไตล์ดูไบก็มี หรือฝั่ง US ก็มีนะคะ เพราะฉะนั้นแล้วว่าเราสามารถฝึกงานประเทศอื่นๆ ได้ด้วย แต่ต้องบอกก่อนเนอะ อาจจะต้องเตรียมใจในระดับนึงว่าประเทศอื่นๆ เราก็จะไม่ได้เงินเดือนการันตีขั้นต่ำ $US 2,200 เหมือนฝั่งสวิส นะคะ เพราะฉะนั้นสวิส เป็นคำสั่งมาตั้งแต่ระดับรัฐบาลเลยอ่ะนะ ว่าถ้าฝึกที่อื่นเราก็จะมี Benefit หรือ incentive แตกต่างกันไป บางที่อาจจะเงินเดือนน้อยหน่อย ให้ที่พักให้อาหาร ให้ยูนิฟอร์มฟรี อย่างงี้ หรือบางทีไปฝึกดูไบเงินเดือนไม่เยอะ แต่ได้ค่าที่พัก อาหาร และตั๋วเครื่องบินฟรี อะไรอย่างงี้ เพราะฉะนั้นก็ต้องดูด้วยนะคะ พี่คิดว่าถ้าเราจะไปขยายประสบการณ์เพิ่มพูนประสบการณ์ก็ไปเถอะถ้าเรามีโอกาส อย่างบางคนที่เรียน 3 ปี มีโอกาสเยอะนะ ก็สามารถลองฝึกประเทศต่างๆ ดูได้ด้วย

York: แล้วพูดถึงตัวงานดีกว่า น้องๆ บางคนอาจจะสงสัยว่าเอ ฝึกงาน งานที่โรงเรียนหาให้มันเป็นงานประเภทไหนบ้าง มีอะไรให้น้องๆ บ้าง ถามพี่กิ๊กก่อนเลยดีกว่าค่ะ

BHMS: ก็ถ้าเกิดเป็นงานที่ลักษณะเป็น Business Partner ของเราตัวงานก็ที่พี่กล่าวไปเบื้องต้นแล้วว่า น้องๆ สามารถไปฝึกงานได้หลายประเภท ตั้งแต่ร้านอาหาร ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า hospitality มันมีอะไรกันบ้าง เราจะเห็นได้ว่าตัวอย่าง Business Partner ตรงนี้จะมีโรงแรมใช่ไหม แต่ดูสิว่ามันก็มีพวก  Luxury Brand ซึ่ง Luxury Brand ก็อยู่ใน Hospitality หรือว่าจะเป็นสไตล์สถานพยาบาลที่พี่เคยบอกมาแล้ว หรือว่าเป็น Airline, Airport นะคะ

ก็สรุปที่น้องเกลถามพี่ว่าเฉพาะการฝึกในสวิสน้องๆ ก็สามารถฝึกในอุตสาหกรรม hospitality ที่ครอบคลุมหลายด้าน อย่างบางคนก็แน่นอนฝึกร้านอาหาร โรงแรมต่างๆ สวิสเค้าก็จะมีโรงแรมหลายประเภทนะคะน้องเกล มีตั้งแต่ระดับ local ซึ่งโรงแรม local เค้าก็ค่อนข้างจะดัง เพราะสวิสจะมีโรงแรม local หลายที่ เวลานึกถึงโรงแรม local น้องๆ บางคนไม่รู้จัก นึกถึงบูทิค โฮเทล เทียบกับของเรา ไม่ใช่นะ โรงแรม local ของสวิสบางที่ก็ 4-5 ดาวใหญ่มากนะ แล้วก็โรงแรมพวก Chain ต่างๆ ก็มี หรือมีพวก Luxury Brand เพราะว่าสวิสเป็นเมืองท่องเที่ยวเค้าก็จะมีร้านขายของแบรนด์เนม ขายของที่ระลึก หรือขายนาฬิกา ซึ่งเค้าก็รับนักเรียนเข้าไปฝึกงานด้วยนะคะ

แล้วก็จะมีเหมือนที่น้องของน้องเกล ถ้าเกิดว่าใครได้ติดตาม York ก็จะเห็นว่ามีสัมภาษณ์นักเรียนจาก BHMS ซึ่งอันนั้นน้องเค้าก็ได้ไปฝึกสถานพยาบาลซึ่งก็น่าสนใจมากนะคะ หรือบางคนไปฝึกพวกศูนย์ประชุมของบริษัทหลักๆ ก็มี เพราะว่าศูนย์ประชุมก็เป็นส่วนนึงของ Hospitality เหมือนกันนะก็คือสามารถได้หลายได้ในธุรกิจของ Hospitality นะ

York: ก็ถือว่าค่อนข้างหลากหลาย เพราะบางคนอาจจะมองว่า Hospitality ต้องเป็นโรงแรมเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว Hospitality ก็มีอื่นๆ ให้เลือกเยอะมาก น้องๆ ก็สามารถเลือกฝึกได้ตามความต้องการของน้องเลยนะคะ แล้วทีนี่มาถามเรื่อง อย่างที่เห็นนะคะว่าโรงเรียนมีสอนอะไรบ้างมีบริการอะไรบ้าง ทีนี่เรามาพูดถึงค่าเรียนเลยดีกว่า น้องๆ อาจจะสงสัยว่าแล้วแบบนี้จะต้องจ่ายค่าเรียนอย่างไร จ่ายเท่าไร แพงมากไหม ให้พี่กิ๊กตอบดีกว่าค่ะว่าตอนนี้ค่าเรียนอยู่ที่เท่าไร

BHMS: ค่าเรียนนะคะ ต้องบอกก่อนว่าราคาของเรามันจะไม่ใช่แค่ค่าเรียนนะคะ เห็นไหมว่าค่าเรียนเป็นแค่ส่วนเดียว เพราะฉะนั้นเห็นไหมคะราคาที่ BHMS แนะนำจะครอบคลุมทุกอย่างตั้งแต่ค่าเล่าเรียน ค่าอาหารทุกมื้อ ค่าที่พัก แต่ว่าค่าที่พักในที่นี่จะเป็นแชร์รูม นะคะ น้องๆ ก็นิยมอยู่กันก็คือมีรูมเมทอ่ะนะ หรือว่าถ้าใครอยากจะอัพเกรดกันก็อาจจะเสียเพิ่ม ส่วนมากพี่ก็แนะนำให้อยู่แชร์รูมเถอะ แล้วก็มีครอบคลุมแม้กระทั้งค่าประกันสุขภาพอ่ะน้องเกล ค่าประกันสุขภาพเขตยุโรปทั้งหมดเลย แล้วก็ครอบคลุมไปถึงไปรับที่ airport ทั้งหมดเลย เมื่อนักเรียนมาถึงสวิสเซอร์แลนด์ แล้วก็ รวมทั้งค่าดำเนินการในการ internship และก็ค่าบริการในการทำวีซ่าอะนะ แล้วค่าพาไปทัศนศึกษาทุกสัปดาห์ อันนี้จะเป็นส่วนประกอบหลักของค่า fees ของเรานะคะ

ซึ่งค่า fee ของเรา BHMS พยายามจะรักษาถ้าหักจาก Scholarship ไปแล้วพยายามรักษาไม่ให้เกิน 1 ล้านบาท เพราะเราคิดว่ามันยังเป็นจำนวนที่นักเรียนยังค่อนข้างสมเหตุสมผลนะคะก็ประมาณนี้ ซึ่งแต่ละคอร์สก็จะแตกต่างกันเล็กน้อยแต่ว่าไม่ถึงล้านก็มาเรียนได้เนอะ ถ้าใครอยากรู้ค่า fees แต่ละคอร์สอย่างละเอียดก็สามารถติดต่อทาง York ได้นะ แต่พี่แนะนำไว้เลย ไม่ต้องเป็นห่วงมันจะไม่เกิน 1 ล้านบาทอยู่แล้วนะคะ

York: แล้วก็ที่สำคัญตอนนี้มี Scholarship ด้วย

BHMS: ใช่ตอนนี้มัน Scholarship ด้วย แต่ต้องบอกก่อนว่ามันไม่ใช่ Scholarship Covid นะ บางคนคิดว่าเอ เป็น Scholarship Covid หรือเปล่านะ ไม่ใช่นะ เป็น Regional Scholarship ที่ช่วยนักเรียนภูมิภาคของพี่เนอะ จะมี Scholarship ตั้งแต่ 4,000 ฟรังค์ ไปถึง 6,500 ฟรังค์  ก็แล้วแต่หลักสูตรนะคะ ถ้านักเรียนสนใจติดต่อมาทางพี่เกลได้ แต่พี่เกลก็จะมาเช็คกับพี่ แต่ทุกคนได้ Scholarship อยู่แล้วไม่ต้องห่วง หักออกไปจาก Total fee เลยนะคะ ก็ค่อนข้างน่าสนใจ แต่ Scholarship แน่นอนมันก็ต้องมีวันหมดอายุนะน้องเกล สำหรับนักเรียนที่จะเข้าเรียนภายในปีนี้ แต่ว่าเราก็เข้าใจแหละ บางคนก็อาจจะยังไม่อยากบินนะคะ หรือยังไม่สะดวกที่จะไปภายในปีนี้ ถ้าเกิดสะดวกสมัครไว้ได้รับ Scholarship ตั้งแต่ปีนี้ เดี๋ยวสามารถย้ายไปปีหน้าได้ภายในกลางปีหน้าก็ได้

York: แอบบอกนิดนึงว่าค่าใช้จ่ายหลังหัก Scholarship แล้วนี่เคยแอบคำนวณเหมือนกัน บางสาขาไม่ถึงล้านด้วยซ้ำ

BHMS: พี่เคยบอกแล้ว ว่าเราพยายามรักษาไม่ให้เกิน 1 ล้านบาทเพราะ BHMS ก็เคยมีประสบการณ์กับนักเรียนไทยมายาวนานอ่ะนะ อย่างพี่แค่เฉพาะทำงานที่นี่ก็ 7-8 ปีมาแล้วอะคิดดูแล้วก่อนพี่อีกอ่ะ เค้าก็มีประสบการณ์กับนักเรียนไทย เราจะเข้าใจเลยว่าผู้ปกครองแฮปปี้และคุ้มค่าที่จะจ่ายประมาณนี้ ที่ไม่เกิน 1 ล้านบาท

York: ใช่ค่ะ หลายคนอาจจะคิดว่า ค่าใช้จ่ายในการไปเรียนที่สวิสมันต้องราคาแพง แต่จริงๆ แล้วบอกนิดนึงว่า อันนี้ไม่ใช่แค่ค่าเรียนอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึง ค่าอาหาร ที่พัก ประกันสุขภาพ รถรับสนามบิน ค่าinternship ค่าวีซ่า มีทั้งพาไปเที่ยว ต้องบอกว่านี่ทุกอย่างคือรวบรวมไว้ทั้งหมดแล้ว คืออยู่ในBudget นี้แล้วน้องๆ ไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่มเติมแล้ว โอเคเดี๋ยวถามพี่กิ๊กนิดนึงว่าหลังจากที่น้องๆ จ่ายค่าเรียนทุกอย่างแล้วไปเรียนที่นั่นแล้ว มีค่าใช้จ่ายอะไรอีกบ้าง น้องต้องพกเงินไว้จ่ายอะไรเพิ่มเติมบ้างคะ มีไหมคะ

BHMS: ที่จริงเป็นคำถามที่พี่ไม่ชอบตอบมาที่สุด น้องเกลรู้ไหมว่า เพราะว่ารัฐบาลสวิสและ Luzern Migration แนะนำว่านอกจาก total fee ที่พี่บอกไม่เกินล้าน แล้วแต่ละเดือนนักเรียนควรมีเงินเดือนละเท่าไร รัฐบาลสวิสและ migration เค้าบอกว่าแต่ละเดือนนักเรียนควรมีเงินติดไว้เดือนละ 500 ฟรังส์น้องเกลมันน้อยมากสำหรับขนาดที่ว่าน้องเกลอยู่เมืองไทย น้องเกลยังใช้มากกว่านี้ น้องๆ

York: อาจจะสงสัยว่า 500 ฟรังส์เป็นเงินเท่าไร เดี๋ยวพี่คำนวณให้ดู 17,000 บาทค่ะ

BHMS: เพราะฉะนั้นพี่กิ๊กต้องขอออกตัวก่อน เพราะอย่างเด็กปัจจุบันจะสนิทกับพี่เค้าก็บอก พี่กิ๊กทำไมไปแนะนำน้อยจังเลย เพราะน้องๆ ก็อยากเที่ยวบ้าง อยากกินนู้นกินนี่บ้าง ช้อปปิ้ง อันนี้ต้องบอกก่อนว่าเป็นจำนวนที่รัฐบาลสวิสเค้าแนะนำว่านักเรียนควรมีสำรองเอาไว้สำหรับฉุกเฉิน แน่นอนเด็กของพี่บางคนใช้น้อยกว่านี้ 300 ฟรังส์ต่อเดือน หรือบางคนถ้าเกิด แล้วแต่ lifestyle บางคนชอบเที่ยวชอบช้อปปิ้งอ่ะนะก็อาจจะใช้มากกว่านี้ แต่ว่าถ้าเกิดโดยรวมแล้วเป็น lifestyle ปกติสามารถทานอาหารโรงเรียนปกติ ไปเที่ยวกับโรงเรียน เพราะโรงเรียนก็มีไปเที่ยวฟรี มีกิจกรรมฟรีให้ เฉพาะนั้นแต่ละเดือนก็เตรียมตัวไปประมาณ 500 ฟรังส์ก็อยู่ อันนี้เป็นคำแนะนำจากรัฐบาลสวิสเลยนะคะ

York: ก็ถือว่าโอเคเลยนะ ระหว่างน้องเรียนที่นั่นที่เมื่อกี้บอกไปว่าที่จ่ายค่าเรียนไปก็รวมหมดแล้ว ผู้ปกครองบางท่านอาจจะมีคำถามว่า แล้วอย่างงี้จะมีเรียกเก็บเงินอะไรน้องจุกจิกอีกไหม ถ้าเป็นสิ่งที่โรงเรียนเก็บเพิ่ม มีไหมคะ

BHMS: อ่อถ้าโรงเรียนเก็บเพิ่มก็จะเป็นพวกค่าซักผ้าเนอะ อย่างเช่นว่า แน่นอนมันต้องมีการซักผ้าอยู่แล้ว ยิ่งถ้าเกิดเราเรียนสไตล์ hospitality หรือที่ต้องดูแลเรื่องบุคลิกภาพของตนเอง ความสะอาดก็สำคัญ ค่าซักผ้าเนี้ย ก่อนอื่นนักเรียนก็จะไปซื้อบัตรซักผ้าก่อนก็อยู่ที่ประมาณ 30 ฟรังก์นะคะ แต่ไม่ใช่ซักทีเดียวหมดเรียบ 30 ฟรังก์นะน้องเกล มันซักและอบทีนึงก็จะประมาณ 3-5 ฟรังก์ค่ะ แล้วแต่ปริมาณที่เราหมักเอาไว้น่ะน้องเกล ถ้าเป็นน้องเกลก็อาจจะครั้งละ 10 ฟรังก์มั้ง ล้อเล่น ก็จะเป็นประมาณ 3-5 ฟรังก์นะคะ อันนี้ก็จะเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

นอกนั้นก็เป็นค่าใช้จ่ายที่เราต้องดูแลเองซึ่งไม่เกี่ยวกับโรงเรียน เช่นเครื่องสำอางของเรา แชมพู สบู่ หรือว่าอยู่ดีๆ น้องเกลเดินผ่าน สตาร์บัคอยากกินเพิ่มงี้ เจอร้านขนมสวยๆ เก๋ๆ อยากกินเพิ่ม อันนี้คือแน่นอนเราก็จ่ายของเราเองเนอะ มีอีกอันนึงก็จะมีค่าสอบซ่อมอ่ะนะน้องเกล แต่ไม่อยากแนะนำเลยนะ ค่าสอบซ่อมก็ไม่แพงนะวิชาละ 100 ฟรังส์แต่นี่ไม่ใช่ชี้โพรงว่าให้เตรียมสอบซ่อมกันนะคะ ไม่ต้องมีเสียเงินตรงนี้จะดีที่สุด

York: ก็จะเห็นว่าค่าใช้จ่ายที่โรงเรียนเรียกเก็บตั้งแต่ตอนแรกมันก็ครอบคลุมแทบจะทั้งหมดแล้ว ก็อาจจะมีแค่ค่าซักผ้าที่เป็นจุกจิก เล็กๆ น้อยๆ ที่น้องจะต้องจ่าย นอกนั้นก็ไม่มีแล้วเนอะ ถ้าไม่รวมสอบซ่อม ฮ่าๆ แล้วก็อีกอย่างนึงเรามีประกันสุขภาพด้วยใช่ไหมคะ ประกันสุขภาพที่โรงเรียนทำให้กับน้องๆ น่ะค่ะ อันนี้คือครอบคลุมยังไงบ้างคะ หมายถึงว่าเวลาน้องป่วย ไม่สบาย คือไปหาหมอน้องไม่ต้องสำรองจ่ายเองเลยหรือเปล่าคะ

BHMS: อ่อ ประกันสุขภาพ ต้องบอกก่อนเลยค่ะว่าปกติประกันสุขภาพที่สวิสน่ะ มันต้องมีจำนวนที่เรารับผิดชอบเองน่ะค่ะ จำนวนที่เรารับผิดชอบเอง 100 ฟรังก์แรก ทั้งปี เค้าจะเรียนว่า Deductible Cost น่ะค่ะสมมุติว่าปีนี้น้องเกลจะใช้ประกันสุขภาพใช่ไหม ถ้าเกิดค่าใช้จ่ายอะไรขึ้นมาเราต้องรับผิดชอบเองก่อน 100 ฟรังก์แต่ทั้งปีนะ เช่นเป็นหวัดครั้งแรกเสีย 70 ฟรังก์ใช่ไหมคะ 70 ฟรังก์เราต้องจ่ายเอง แต่ครั้งที่สอง เสีย 50 ฟรังก์เราก็ชำระเงินเพิ่มอีก 30 ฟรังก์ที่เหลือประกันก็จะ cover ออกให้หมดนะคะ แต่ว่าประกันจะไม่ cover ที่ขอพวก Fit to Fly ที่บินกลับมาบ้านเราน่ะค่ะน้องเกล แต่ว่าตอนนี้ ช่วงวิกฤตแบบนั้นก็ผ่านพ้นไปแล้วเนอะ ก็คือแค่เล่าให้ฟังนอกนั้นประกันจะ cover หมด ยกเว้นความสวยความงามและฟัน นะคะปลูกผม ซึ่งก็เป็นความสวยความงามเนอะ แต่ถ้าพวกภูมิแพ้อะไรต่างๆ เค้าก็ครอบคลุมด้วยนะคะ

York: อ่อ โอเค ซึ่งก็ถือว่าไม่แพงนะสำหรับที่ต้องจ่าย ฟรังก์100 เพราะว่ามันก็ประมาณสามพันกว่าบาทเท่านั้นเองค่ะ ตอนนี้โรงเรียนเป็นยังไงบ้างคะ คือตอนนี้โรงเรียนมีเปิดการเรียนการสอนเป็น face to face แล้วหรือยังคะ

BHMS: อย่างที่น้องเกลได้ทราบนะคะ ตอนนี้สวิสเค้าได้ติดอันดับเป็น Top first เลยนะเป็นอันดับ 1 เป็นประเทศที่ปลอดภัยสำหรับ Covid-19 มากที่สุด หลายคนก็มาถามพี่นอกรอบบ้างว่าเค้าคิดจากอะไรน่ะพี่กิ๊ก ก็จะบอกว่าเค้าคิดจากอัตราคนหายป่วยนะคะ แล้วก็การรับมือกับ Covid-19 ที่ผ่านมานะคะ ซึ่งอัตราการหายป่วย ของเค้าหายป่วยเร็วมากและเค้าก็รับมือได้ดี มันก็ย้อนกลับมาว่าเค้ามีเรื่องการดูแลสุขภาพ ระบบการดูแลสุขภาพ Medical service ต่างๆ ค่อนข้างดีน่ะค่ะ

แล้วก็ หลายๆ ประเทศที่ยุโรปน้องๆ มาเล่าให้ฟังว่าถ้าเราคิดว่าเราไม่สบาย ไปหาหมอไม่ได้ต้องโทรไปใช่ไหม ในช่วงวิกฤตอ่ะ แต่สวิสน่ะน้องเกลนักเรียนเราสามารถเข้าไปหาหมอได้เลยนะ ซึ่งสถานพยาบาลก็สามารถเดินไปจากโรงเรียนได้ค่ะประมาณไม่เกิน 15 นาทีก็สามารถเข้าไปหาหมอได้ตามปกติเลยนะ

แต่ก็แน่นอนโรงเรียนพี่ก็ไม่มีใครติดเชื้ออะไรก็ค่อนข้างจะดีใจแล้วก็โชคดี แต่ก็เพราะน้องๆ ดูแลตัวเองแล้วก็รวมทั้งมาตรการของทั้งโรงเรียนและก็รัฐบาลด้วย เพราะฉะนั้น

ย้อนไปว่าตอนนี้สวิสเป็นอย่างไรบ้าง สวิสเปิดประเทศตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน แล้วน้องเกลก็เปิดประเทศเปิด Boarder รับคนเข้าประเทศได้ ข้อดีของประเทศไทยนะคะไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศที่เค้าจะ Quarantine น่ะค่ะ ถ้าเกิดเราจะกลับไป เราก็แค่ดูแลสุขภาพของเรา พอไปถึงที่ Airport เค้าก็จะมีตรวจอุณหภูมิ ตรวจอะไรเบื้องต้น ถ้าผ่านก็สามารถผ่านได้ จะไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศที่ Quarantine นะ

แล้วก็ส่วนโรงเรียน BHMS แล้วก็ทุกโรงเรียนด้วยนะน้องเกล เดี๋ยวจะคิดว่าเฉพาะโรงเรียน BHMS ที่เปิดก่อนหรือเปล่า ทุกโรงเรียนเลยน้องเกลรวมทั้งอนุบาลกุ๊กไก่ ทุกโรงเรียนเปิดมาแล้วตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน นะคะ เพราะฉะนั้น BHMS ก็เปิดเรียนแบบ face to face มาแล้วตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน และเปิดประเทศวันที่ 15 นะคะ

ก็ส่วนนักเรียนใหม่ แนะนำให้เข้าตั้งแต่เดือน August สิงหาคมเป็นต้นไปนะคะ เพราะว่ารอบที่เปิด 8 มิถุนายน สำหรับนักเรียนที่อยู่ในสวิส เขาก็เข้ามาเรียนตามปกติ แต่เราก็ยังรักษามาตรการ Social distancing นะน้องเกล ไม่ใช่ว่าเปิดแล้วปล่อยปะละเลยอะไรนะคะ

แถมสวิสเนี้ยเป็นประเทศที่ค่อนข้างเปิดกว้างและรับมือได้ดี น้องเกลรู้ไหมว่าเค้า เค้าไม่รังเกียจคนใส่แมส และสนับสนุนให้คนใส่แมส ด้วยนะคะ ซึ่งอันนี้พี่ก็เห็นด้วยนะ แล้วก็แมสเค้าก็ไม่ได้แพงเกินไป วันนั้นมีงาน เมื่อวันที่ 9 ได้คุยกับนักเรียนไทยที่สวิสเค้าก็บอกว่าแมส 50 ชิ้นน่ะน้องเกล ราคาประมาณ 25 ฟรังส์ก็โอเคนะ ตอนที่พี่ซื้อแมสแพงๆ ที่ไทยก็ราคาประมาณนั้นเลยนะ พี่ก็ค่อนข้างชื่นชมเค้านะที่เค้าปรับตัวแล้วก็ไม่รังเกียจ แล้วก็ค่อนข้างยอมรับในวัฒนธรรมที่หลากหลายนะคะ

York: โอเค ก็น้องๆ คนไหนถ้าสนใจนะคะ คือรอบสิงหานี้ โรงเรียนก็สามารถเปิดรับนักเรียนต่างชาติเข้าไปได้เลย เพราะว่าจริงๆ ต้องนี้ทางสวิสเองก็เปิดให้ขอวีซ่าได้แล้วด้วย ถูกไหมคะ

BHMS: ที่จริงรอบสิงหา ไม่ทันแล้วน้องเกล เค้าขอกันได้วีซ่ากันแล้วนักเรียนขอน้องเกลก็เตรียมจะไปแล้วนะคะ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดว่า นักเรียนใหม่เอี่ยมเลยที่จะต้องสมัคร BHMS ใหม่ สมัครวีซ่าใหม่ แนะนำให้ไปตั้งแต่ตอบตุลาคมเป็นต้นไป เพราะนักเรียนรอบสิงหาคม เค้าพร้อมบินแล้วสิบกว่าคนนะคะ เพราะฉะนั้นนักเรียนใหม่เอี่ยมขอ intake ถัดไปนิดนึง ดีกว่านะ ไม่งั้นไม่ทันนะ

York: ได้เลยค่ะ พอดีว่ามีคำถามมาเพิ่มเติมจากเมื่อกี้นิดนึงนะคะ จากเรื่องของการกินอยู่นิดนึง พอดีเห็นโรงเรียนบอกว่าเรื่องอาหาร ต้องบอกก่อนว่าสำหรับนักเรียนไทยเรื่องอาหารสำคัญมาก ผู้ปกครองจะเป็นห่วงว่ากินอยู่ยังไง ต้องถามนิดนึงว่าอาหารที่โรงเรียนจัดให้ปกติแล้ว ที่ครอบคลุมในเรื่องค่าใช้จ่ายตอนแรกเลยเนี้ย กี่มื้อและอาหารเป็นประเภทไหนแนวไหนบ้าง

BHMS: ได้ค่ะ ก็เตรียมมาให้ดูนะ ก็นี่จะเป็นสภาพโรงอาหาร ใช้คำว่าสภาพไม่เหมาะสมสิ ต้องบอกว่าบรรยกาศ ของห้องอาหารหลักของเรานะคะ เราจะมีห้องอาหาร 2 ห้องน้องเกล เราก็จะเสิร์ฟเป็น buffet นะคะ อันนี้จะเป็นห้องอาหารหลักที่เสิร์ฟแบบ buffet นะคะ แล้วอีกห้องอาหารนึงจะเสิร์ฟแบบ Fine dining หรือ A la cart นะคะ ห้องอาหารแบบ buffet ก็จะมี salad corner มีนักเรียนไทยของพี่กำลังตักสลัดด้วยนะ salad corner ก็เป็นพวก appetizer นั่นเองแล้วก็พวก cold kitchen มี bread, มี ham มี cheese ส่วนที่เห็นเชฟกำลังให้บริการก็จะเป็น main course นะคะ ซึ่ง main course เราก็มีให้เลือกหลายหลายที่โรงเรียนเนี้ย ก็จะโพสเมนูอาหารหลักไว้ล่วงหน้า 1 สัปดาห์ ก่อนด้วยนะน้องเกล นอกจากเมนูอาหารหลักแล้วน้องเกล ก็จะมีพวกอาหารพิเศษอย่างเช่น Vegetarian นะคะหรือว่าอาหารฮาลาล สำหรับนักเรียนมุสลิม ส่วนอาหารหลักเค้าก็จะมีให้เลือก อย่างบางคนไม่กินเนื้อวัว เค้าก็จะมีอาหารเป็นหมูเป็นไก่ให้เลือกก็มีนะคะ ซึ่งค่าใช้จ่ายจะครอบคลุมอาหารเหล่านี้หมดแล้วรวมทั้งเครื่องดื่มด้วย เครื่องดื่มเราไม่ได้ถ่ายรูปเครื่องดื่มให้ดู แต่เค้าก็จะมีชา กาแฟ soft drink พวกน้ำอัดลมต่างๆ นะคะก็มีให้ด้วยนะคะ ก็จะเปิดให้กิน 3 มื้อเลยนะคะ แต่ว่าถ้าวันเสาร์อาทิตย์ต้องขอบอกก่อนว่า อาหารเช้าเราเสิร์ฟเช้ามาตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์ เสิร์ฟตั้งแต่ 6.30 – 8 โมงนิดๆ เพราะฉะนั้นวันเสาร์อาทิตย์เราจะไม่เสิร์ฟเช้า เราจะหันไปเสิร์ฟ Brunch ซึ่งดีกับนักเรียนมากว่านะน้องเกล เสิร์ฟ Brunchจะเสิร์ฟตั้งแต่ 10.00 – 14.00 เลยนะคะ ก็ถือว่าก็ยังครบ 3 มื้อเหมือนเดิม แถมไม่ต้องตื่นเช้ามากินอาหารเช้าอีก

York: ใช่ค่ะ แล้วทีนี้ที่พัก เราบอกไปแล้วเนอะว่าที่พักรวมกับค่าใช้จ่ายแล้ว ที่พักห้องนึงอยู่ประมาณ 2-3 คน

BHMS: ใช่จ้า พี่ลืมเปิดสภาพห้องอาหารให้ดู ขออนุญาตนะคะ คะอันนี้จะเป็นสภาพห้องอาหารจะเป็นว่ามีห้องอาหารอันนี้ด้วยนะ ห้องอาหาร A la cart มีรูปให้ดูด้วย มีนักเรียนกำลังหัดให้บริการและก็มีคุณครู คอยควบคุมอยู่นะคะ ก็อันนี้จะเป็นห้องอาหาร A la cart นะคะ ก็จะมีบรรยากาศห้องอาหาร buffet ของเราด้วย ห้องอาหาร buffet เราจะต้องช่วยเหลือตัวเอง ตักอาหารไปรับอาหารเองจะมีเชฟตักให้ดูแลให้นะคะ เชฟเค้าก็จะสอนไปในตัวนะน้องเกลเพราะบางคนยังไม่ชินกับอาหารนานาชาติ เราเลือกมั่วก็มีนะ อย่างเราจะกินหมู เราบอกเชฟว่าเราจะขอกินหมูกับเกรวี่นี้ เชฟเค้าก็จะสอนเรา ไม่ๆ หมูเธอต้องกินกับอะไร มันก็จะเป็น ท้ายสุดก็ติดกลับมาเป็นบุคคลิกของเราเนอะ เราก็จะเข้าใจในการกินอยู่แบบสไตล์ตะวันตก มากขึ้นด้วยนะคะ แถมโรงเรียนเค้าก็ยังมีอาหารแบบเอเชียให้ด้วยนะคะ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งนักเรียนก็จะไม่เบื่อนะ แถมไม่ต้องออกไปทานข้างนอกให้เสียเงินเพิ่ม อันนี้จะเป็นตัวอย่างอาหารที่เราเสิร์ฟจริงให้ห้องอาหาร A la cart นะคะห้องอาหาร A la cart ก็จะเป็นห้องอาหารของนักเรียนเชฟแหละน้องเกล ก็เค้าจะมีวิชาที่เค้าเรียนจริงและก็ทำจริง แล้วนักเรียนปกติที่ไม่ได้เรียนสาขาอาหารเขาก็สามารถไปลงจองที่นั่งเพื่อรับบริการได้ ก็จะเสิร์ฟแบบ fine dining นะคะ

York: ดูดีมากนะคะ

BHMS: เดี๋ยวกลับไปเรื่องห้องที่พัก ที่น้องเกลถามนะคะ อันนี้ห้องที่พักที่เราเห็นในรูปจะเป็นที่พักแบบห้อง 3 คนก็มี แล้วก็ต้องอธิบายให้ฟังก่อน ห้องแชร์รูม ก็คือ standard room ที่อยู่ในหมวดที่นักเรียนไม่ต้องจ่ายเพิ่มน่ะน้องเกล เค้าจะตั้งแต่ 2 คนต่อห้องและ 3 คนต่อห้อง แต่ว่าแล้วแต่ขนาดห้องและตึกด้วยนะคะ ถ้าห้องใหญ่หน่อยก็จะอยู่กัน 3 คนแต่เค้าก็จะแบ่งเป็นสัดส่วนด้วยนะ ส่วนของฝั่งbed room ก็จะมีเตียงน้อง ฝั่ง living room ก็จะมีพาทิชั่นกั้นนะคะ แต่ว่าส่วนมากนักเรียนจะอยู่กันแบบ 2 คนนะ แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบสองคนหรือสามคน โรงเรียนเค้าก็จะมีห้องน้ำ ห้องครัวให้ ถึงแม้เราจะเสิร์ฟอาหารมีจัดหาอาหารให้ แน่นอนน้องเกลบางทีก็อาจจะขี้เกียจลงไปทาน หรืออยากกินมาม่าบ้าง หรือว่าอยากแอบผัดกระเพราแซ่บๆ บ้างนะคะ ก็สามารถทำอาหารได้เพราะโรงเรียนมีครัวให้ด้วยนะ

York: เรียกว่าดีเลยเนอะ คือน้องบางคนอาจจะอยากมีปาร์ตี้ชาบู ปิ้งย่างบ้างอะไรงี้

BHMS: ใช่ๆ นักเรียนไทยพี่แอบ จริงๆ ก็ไม่ต้องแอบ ไปซื้อที่นั่นได้หม้อชาบู ปิ้งย่างหมูกระทะ อะไรงี้นะคะ

York: ใช่ๆ เพราะฉะนั้นน้องไม่ต้องกลัวเลยค่ะคือไปที่นี่ดูแลอย่างดีแล้วก็มีทุกอย่างให้ครบถ้วนนะคะสบายแน่นอนค่ะ ทีนี่ถามอย่างงี้ดีกว่าเรื่องของค่าครองชีพเพิ่มเติมนิดนึงค่ะ เพราะว่าของโรงเรียน BHMS ค่าอาหารและที่พักมันก็ครอบคลุมถึงช่วงที่น้องเรียนในโรงเรียนในคลาสช่วง 6 เดือนแรกเนอะ แล้วหลังจากที่น้องไปฝึกงานไปอยู่ที่อื่นน่ะค่ะ ช่วงนี้อยากรู้ว่าปกติแล้วค่าครองชีพที่สวิส ที่น้องไปอยู่เองอย่างงี้มันจะอยู่ที่ประมาณเท่าไรต่อเดือนค่ะ

BHMS: ถ้าเราไปฝึกงานใช่ไหมน้องเกล แล้วแต่เมืองเลยนะ อย่างบางคนชอบแสงสีชอบเมืองใหญ่ก็ซูริค เจนีวา อย่างงี้แพงบอกได้เลยว่าค่าที่พักค่าอาหารอาจจะสูงถึง 1,000 ฟรังก์ได้ แต่ว่าถ้าเราไปอยู่เมืองรอง เมืองท่องเที่ยว คำว่าเมืองท่องเที่ยวที่สวิสนี่จะไม่ใช่ เวลาที่เราคิดถึงเมืองไทยเมืองท่องเที่ยวเราคิดถึง Bangkok ใช่มะ แต่ที่สวิส เมืองท่องเที่ยวเค้าจะเป็นสไตล์ภูเขาทิวทัศน์นะคะ อาจจะเงียบสงบหน่อย ก็ถ้าเราไปอยู่สไตล์นั้นเมืองท่องเที่ยวเมืองสกี ค่าครองชีพก็จะลงมาหน่อยบางคนอาจจะอยู่ถึง 300 – 600 ฟรังก์อันนี้รวมอาหารและที่พักแล้วนะ ก็จะเหลือเงินเยอะด้วย ส่วนมากแล้วนายจ้างน่ะค่ะน้องเกลเค้าจะจัดหาที่พักและอาหารให้แต่ว่าเค้าจะหักจากเงินเดือนของเราเพราะฉะนั้นแล้วถ้าโดนหักค่าที่พักค่าอาหารแล้วเราอยู่แบบปกติ ปกตินี่หมายถึงอยู่ตามที่พักที่เค้าจัดหาให้ หรือเหมาะสม เพราะบางคนไปเช่าสตูดิโออยู่เองก็มีนะคะ ถ้าเราอยู่ที่พักอาหารตามที่เค้าจัดให้เราก็ควรจะเหลือเงินหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วควรเหลืออย่างน้อย 1,200 ฟรังก์นะน้องเกล นี่หักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้วนะ ก็ยังเหลือ ถ้าเราอยู่แบบปกตินะน้องเกล

York: ก็ถือว่ายังเหลือสักสามหมื่นห้า สี่หมื่น ถือว่าเยอะนะคะ น้องๆ สามารถเอาไปใช้จ่ายทำอะไรได้อีกเยอะเลย

BHMS: คนที่ต้องเรียนปริญญาตรีปี 2 ต่อเราก็แนะนำให้เก็บเงินตรงนี้มาช่วยพ่อแม่จ้า หรือจะเก็บเป็นค่าขนมสำหรับปีหน้าก็ได้ เราจะได้ไม่ต้องใช้แค่ 500 ฟรังก์ต่อเดือนอีกแล้ว เอาตรงนี้เป็นค่าขนมไปตุนไว้ปีหน้า

York: ได้ค่ะ ถ้าอย่างกรณีที่น้องๆ เรียนจบไปแล้ว โรงเรียนมีการ support หรือว่าการดูแลน้องๆ หลังจากเรียนจบอย่างไรบ้างคะ

BHMS: อ่อค่ะ ที่จริงอันนี้เดี๋ยวขอเปิดไปที่เตรียมมาให้ดูนะคะ อันนี้ ต้องบอกก่อนว่าอันนี้เป็นของปีที่แล้วนะคะน้องเกล เพราะว่าปีนี้ยังไม่ถึงตุลาคมนะ แล้วก็ปีนี้สถานการณ์ฝั่งประเทศ USA หรือฝั่งอื่นๆ ยังไม่เรียบร้อย สวิสเริ่มเคลียร์ตัวเองได้แล้ว แต่ที่อื่นๆ เค้ายังไม่ค่อยเรียบร้อยกัน ปกติแล้วนักเรียนที่เรียนจบกับเรานะคะ ไม่ว่าจะเป็นป.ตรี ป.โท หรือ PGD น่ะค่ะเฉพาะหลักสูตร Hotel & Hospitality Management กับหลักสูตร Culinary Arts นะคะ เราจะถือว่าเรามีความเชี่ยวชาญพิเศษใช่ไหม เราจะมีโอกาสในการทำงานที่ต่างประเทศได้หลังจากเรียนจบ ซึ่งโรงเรียนเค้าก็จะช่วยเหลือจัดหาให้ตรงนี้ด้วย อย่างตัวอย่างที่พี่ให้ดูนี่ก็จะเป็นตัวอย่างพวก Career day ของเราเค้าก็จะมีสถานประกอบการณ์ต่างๆ  อันนี้รู้สึกว่าจะเป็นของฝั่ง USA นะคะ เค้าบินเข้ามาสัมภาษณ์นักเรียนที่โรงเรียนเลย เค้าจะมีดู CV สัมภาษณ์กันสดๆ เลย ซึ่งนักเรียนหลายคนก็จะผ่านการสัมภาษณ์กันตั้งแต่ตอนนี้เลยก็มี หรือถ้าเราไม่ผ่านรอบนี้ก็ไม่ต้องน้อยเนื้อต่ำใจ เราก็จะมีอีกรอบนึงก่อนที่จะฝึกงานจบ หรือฝึกจบไปแล้วสัก 1-2 เดือนอย่างงี้ ถ้าเราอยากให้โรงเรียนเค้าช่วยเหลือก็สามารถติดต่อโรงเรียนได้ค่ะ โรงเรียนก็จะประสานงานไปตามสถานประกอบการณ์ที่ประเทศต่างๆ ก็จะเป็นพวก อเมริกา, UAE (สหรัฐอาหรับเอมิเรต) หรือที่พี่ยกตัวอย่างไปแล้ว มัลดีฟ จาเมก้า หรือจะเป็นพวกสไตล์ management trainee ประเทศไทยเค้าก็จะส่งไปให้ แล้วเค้าก็จะแจ้งกลับมา ส่วนมากนักเรียนไทยที่จบแล้วไปทำอเมริกาต่อก็มีนะคะตอนสมัยที่สถานการณ์ยังปกติกว่านี้นะคะ

York: เรียกได้ว่าดูแลตั้งแต่ตอนเดินเข้าไปวันแรกเลยจนถึงเรียนจบแล้วโรงเรียนก็ยังดูแลเรื่องของการทำงาน ต่อหลังจากเรียนจบอีกนะ

BHMS: ภายใน 1 ปีนะ ไม่ใช่ว่าจบแล้วนอนเล่นที่บ้านตั้งสติได้ค่อยกลับไปหาใหม่ เพราะอันนั้นเค้าก็จะถือว่า เอ เราไม่ได้ใส่ใจหรือเปล่านะ เพราะฉะนั้นถ้าใครอยากให้โรงเรียนช่วยเหลือให้ติดต่อต่อโรงเรียนกันหลังจากเรียนจบแล้วภายใน 1 ปีนะคะ เพราะนอกจากการที่สถานประกอบการมาคัดเลือกโดยตรงแล้วโรงเรียนเค้าก็ยังมีการติดต่อให้หลังจากนั้นอีกด้วย

York: เรียกได้ว่าน้องๆ คือจ่ายไปไม่เกินล้าน นี่คือคุ้มค่าแน่นอนสำหรับการที่เรียนที่ BHMS นะคะ ทีนี่มาพูดถึงการสมัครเรียนดีกว่าค่ะ หลักจากเราพูดไปหมดแล้วว่าโรงเรียนมีอะไรบ้าง มีอะไรให้น้องๆ ได้บ้างแล้วก็มีสนับสนุนอะไรบ้าง แล้วทีนี่การสมัครเรียน น้องๆ หลายคน เด็กไทยทุกๆ คนเลยมักจะกังวลว่า ต้องมี IELTS ไหม จบอินเตอร์มา ต้องสอบ IELTS ไหมอะไรประมาณนี้ เดี๋ยวให้พี่กิ๊กพูดอธิบายดีกว่าค่ะ

BHMS: อันนี้เปิด intake ให้ดูว่าเรามี 8 รอบต่อปีนะคะน้องเกล แต่ว่าไม่ใช่ทุกหลักสูตรที่จะเปิด 8 รอบนะน้องเกล เพราะฉะนั้นอย่าชิล ถ้าน้องเกลมีน้องมาอยากเรียนป.โท MSc อย่างงี้ ป.โท MSc เปิดแค่ 3 รอบก็คือ กุมภาพันธ์ สิงหาคม และก็พฤศจิกายน เท่ากับว่าอยากเรียน MSc ปีนี้เราเหลือรอบเดียวแล้วคือ พฤศจิกายน ซึ่งต้องรีบสมัครแล้ว นี่ก็เป็นแค่ตัวอย่างว่า เราก็ต้องปรึกษากับทาง York ให้ดีว่าเราจะเข้าหลักสูตรไหน แล้วก็ประมาณไหน York เค้าจะได้วางแผนว่าเมื่อไรที่เราควรสมัคร admission ให้เรียบร้อยแล้วเมื่อไรที่เราควรทำวีซ่าให้เรียบร้อยนะคะ เพราะวีซ่าไม่เสียเงินนะ

แล้วก็ส่วนพวก Requirement ทางด้านภาษาก็ไม่ต้อง worry โรงเรียน BHMS เรามี English Placement Test ใช้เองนะคะ เพราะฉะนั้นแล้วถ้าใครไม่มี TOEFL IELTS ก็ไม่ต้องเป็นกังวล ถ้าตั้งใจจะเข้า BHMS จริงๆ ก็ไม่ต้องไปเสียตังค์สอบก็ได้ มาติดต่อพี่เกลขอสอบ Placement test ของ BHMS พี่เกลเค้าก็จะส่ง Link ให้นะคะ หรือเรียกมาสอบที่ York ก็ได้นะ ก็ให้สอบกัน ถ้าผ่านแล้วโรงเรียนก็จะออกผลคะแนนให้ซึ่งผลคะแนนสามารถเข้า admission BHMS ได้แล้วก็สามารถทำวีซ่าได้ 100% หมายความว่าพอไปถึงโรงเรียนไม่ต้องสอบใหม่ หรือไม่จำเป็นทีต้องไปเข้า pre-sessional ไม่ต้องไปสอบ IELTS อีกครั้งแล้วมาส่งอีกครั้ง คือผ่านแล้วก็จบตรงเรื่องภาษาเลย ฟรีด้วย

York: น้องๆ ถ้าสนใจเรียนที่ BHMS คือติดต่อพี่เกลได้เลย หรือติดต่อทาง York เดี๋ยวเราทิ้งเบอร์ติดต่อไว้ให้นะคะ แล้วก็อย่างที่บอก สำหรับคนที่จะไปเรียนป.โท ปีนี้เหลือ intake สุดท้ายแล้วนะคะ คือจะเป็นรอบ Nov หรือพฤศจิกายนนะคะ หรือว่าปกติ process การทำวีซ่าต้องเผื่อเวลาไว้นิดนึงสัก 2 เดือน ก่อน ก่อนวันเปิดเรียนจะได้มีเวลาในเรื่องของการทำวีซ่านะคะ

BHMS: นอกเหนือจาก scholarship แล้วเรายังมีให้ความช่วยเหลือนักเรียนไทยนะคะ ตอนนี้ใครที่สมัครแล้วจ่าย deposit แล้วนะคะต้องขอให้จ่าย deposit ก่อนเนอะ แล้วก็จะเข้า BHMS ภายในมกราคม 2021 นะคะ ตอนนี้เราอยู่ว่างๆ ยังไม่มีอะไรทำ หรือยังไม่ได้ทำอะไรก็โรงเรียนจะให้คอร์สภาษอังกฤษออนไลน์ฟรี ออนไลน์ 1 : 1 เลยนะ คือเรียนกับอาจารย์จริงๆ  1:1 ก็คือเค้าจะให้เรียนฟรี สำหรับนักเรียนที่จ่าย Deposit แล้วเรียนฟรี ตอนนี้นักเรียนก็เรียนกันไปแล้วหลายคนะคะ ซึ่ง Deposit ของเราก็ไม่ได้แพงนะน้องเกล บางคนจะคิดว่า BHMS อยากได้ Deposit หรือเปล่าเลยให้คลาสออนไลน์ น้องเกลว่า Deposit เราเท่าไรจำได้ไหม อยู่ที่ 500 ฟรังก์เท่านั้นเอง ซึ่ง 500 ฟรังก์นี่ไม่ใช่ส่วนเพิ่มด้วยนะ จ่ายไปแล้วเราไปหักออกตอนที่จะจ่าย Total fee อีกทีนึงด้วยนะคะ 

York: Deposit เป็นค่าเรียนส่วนที่ต้องจ่ายอยู่แล้ว ไม่ใช่จ่ายเพิ่มนะคะ ต้องอธิบายให้เข้าใจก่อน ว่าตรงนี้มันก็เป็นส่วนนึงของค่าเรียน เท่ากับว่าโรงเรียนจะให้เรียนออนไลน์ได้ฟรีๆ เลยโดยที่ไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่ม เรียนตัวต่อตัวด้วย ใจดีไปอีก

BHMS: เผลอๆ อยู่ว่างๆ จะได้ฝึกฝนภาษาไปในตัวด้วย ตอนเราอยู่สวิสก็ต้องมีฝึกงานทำงานเนอะ ถ้าเราได้ภาษาดี โดยเฉพาะภาษาอังกฤษนะ อย่าเพิ่งพูดถึงภาษาที่ 3 เลย ถ้าเราได้ภาษาดีก็มีชัยไปกว่าครึ่งเดี๋ยวพอไปถึงสวิสแล้วโรงเรียนเค้าจะให้เรียนภาษาที่ 3 ด้วยนะคะ ถ้าเป็นนักเรียนป.ตรีก็จะให้เรียนภาษาเยอรมัน เพราะเยอรมันเป็นภาษาราชการของสวิสฝั่งลูเซิร์น แล้วก็เป็นภาษาที่ใช้ในหลายประเทศของยุโรป ไม่ว่าจะเป็น ฮังการี ประเทศเยอรมันเอง หรือสวิสเซอร์แลนด์เองก็ตาม จะเรียนภาษาอื่นด้วยก็ได้นะ อย่างนักเรียนป.โทเองเราก็ให้เลือกเยอรมันหรือฝรั่งเศส หรือใครรักภาษามากกว่านี้ก็สามารถเลือกเรียนฟรีได้วันเสาร์อาทิตย์นะคะ

York: เรียกได้ว่าครบนะคะ เพราะฉะนั้นถ้าน้องๆ สนใจติดต่อมาได้เลยนะคะ อย่าลืมนะคะ เอาล่ะ วันนี้ต้องขอบคุณพี่กิ๊กมากเลยที่มาร่วมพูดคุยกับเราอธิบายการเรียนที่สวิสให้น้องๆ กระจ่างแล้ว ว่าเรียนสวิสไม่แพงอย่างที่คิดและก็ได้อะไรเยอะกว่าที่คิดด้วยนะคะ ขอบคุณทุกคนที่ติดตามชมนะคะ เราสองคนลาไปก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ

 

 

 

 

เรียนต่ออังกฤษ

เรียนภาษาที่อังกฤษ

เรียน High school ที่อังกฤษ

เรียน Certificate ที่ออสเตรเลีย

เรียนต่ออเมริกา

เรียนภาษาที่อเมริกา

เรียนปริญญาตรีที่อังกฤษ

เรียน Diploma ที่ออสเตรเลีย

เรียนต่อออสเตรเลีย

เรียนภาษาที่ออสเตรเลีย

เรียนปริญญาโทที่อังกฤษ

เรียนปริญญาตรีที่ออสเตรเลีย

เรียนต่อนิวซีแลนด์

เรียนภาษาที่นิวซีแลนด์

เรียน High school ที่อเมริกา

เรียนปริญญาโทที่ออสเตรเลีย

เรียนต่อแคนาดา

เรียนภาษาที่แคนาดา

เรียนปริญญาตรีที่อเมริกา

เรียนแฟชั่นที่ Marangoni

เรียนต่อสวิตเซอร์แลนด์

เรียนการโรงแรมที่สวิตเซอร์แลนด์

เรียนปริญญาโทที่อเมริกา

เรียนทำอาหารที่ Le Cordon Bleu

York Institute 90 Fifty Fifth Thonglor, Unit 4L4 (4th. Fl.), Sukhumvit 55 (Thonglor 2), Bangkok 10110 THAILAND Tel: (66) 2-009-1172, (66) 94-916-1644, (66) 94-661-9626 Email: info@york-institue.com Copyright © 2019 All Rights Reserved.