02-009-1172, 094-916-1644, 094-661-9626 @york-institute

ใครอยากไปเรียนออสฯ พลาดไม่ได้เลยค่ะ live สดจากออสเตรเลีย กับน้องนัท (บัณฑิตเกียรตินิยมเหรียญทอง)

สัมภาษณ์ สายตรงจากออสเตรเลียกับน้องนัท บัณฑิตเกียรตินิยมเหรียญทอง จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่เดินทางไปเรียนภาษาที่สถาบัน TAFE ในเมืองบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย น้องนัทเล่าทุกเรื่องละเอียดยิบ ตั้งแต่เหตุผลที่เลือกเรียน TAFE, ทำไมเลือกไปออสเตรเลีย, การเรียน, ใช้ชีวิตอย่างไรให้เป็นการฝึกภาษาตลอดเวลา, การใช้ชีวิตในช่วงโควิด  คลิกที่ภาพเพื่อฟังสัมภาษณ์ได้เลยค่ะ

น้องนัท เรียนภาษาจากสถาบัน TAFE  เมือง Brisbane ประเทศออสเตรเลีย ค่ะ

 

 

York: สวัสดีค่ะพี่เกลจาก York นะคะ วันนี้พี่มีนัดนักเรียนไทยที่ Australia ไว้นะคะ จะพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการเรียนต่อที่ Australia ค่ะ สวัสดีค่ะน้องนัท

Nutty: สวัสดีค่ะ ชื่อนัท นะคะ

York: อ่ะเดี๋ยวพี่ให้แนะนำตัวก่อน

Nutty: ค่ะหนูชื่อ ณภัทร สุขประเสริฐ หรือเรียกหนูว่านัทก็ได้ค่ะ หนูพึ่งจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ค่ะ แล้วก็ตอนนี้มาเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมที่ประเทศ Australia เมือง Brisbane ค่ะ

York: แล้วทำไมน้องนัทถึงตัดสินใจมาเรียนภาษาที่ Australia คะ

Nutty: คือจริงๆ ต้องบอกก่อนว่าตอนแรกอ่ะรู้สึกว่าตัวเองเหมือนยังไม่ค่อยเก่งภาษาอังกฤษอ่ะค่ะ ด้วยความที่ตอนที่เรียนที่ประเทศไทยอ่ะค่ะสภาพแวดล้อมต่างๆ มันก็ไม่ได้ Build เราหรือ Improve เราในการพูดขนาดนั้นหนูก็คิดว่าหลายๆ คนบอกว่าถ้าออกไปเรียนกับประเทศที่มันต้องใช้ภาษาอังกฤษอยู่ทุกๆ วัน ด้วย Environment ที่มันจะทำให้เราอ่ะสามารถที่จะได้ภาษาอังกฤษอย่างเร็วขึ้นด้วยตัวเราเอง ตอนที่หนูเลือกที่จะเทคคอร์สหนูเลือกว่า ประมาณ 6 เดือนแล้วก็เหมือนกับหลายๆ คนบอกว่า 6 เดือนมันอาจจะยังไม่พอแต่ว่าจริงๆ แล้ว 6 เดือนนี่ก็คือเปลี่ยนแปลงไปได้เยอะเลยค่ะ

York: แล้วทำไมนัทถึงเลือกมาเรียนที่ Brisbane ล่ะคะ

Nutty: ที่เลือก Brisbane อย่างแรกเลยก็คือ ต้องบอกก่อนว่า Australia หลักๆ ของหนูมี 3 ปัจจัยค่ะ

ปัจจัยแรกก็คือแน่นอนว่าเรื่อง Budget มาก่อนเลยเรื่องงบประมาณ Australia คือถ้าเทียบในหลายๆ ประเทศแล้วเราก็มองทั้ง UK, US, Australia ใช่มั้ยคะ ด้วยราคาต่างๆ ทั้งในเรื่องค่าใช้จ่าย ค่าที่พัก ค่าเรียน ทุกอย่างพอรวมๆ กันแล้ว Australia ถือว่าค่อนข้างแบบว่า Affordable เหมือนกับเราสามารถจ่ายได้ไม่ค่อยสูงเท่ากับ US หรือว่า UK

แล้วก็ข้อต่อไปก็คือโลเคชั่นค่ะคือมันใกล้บ้านแล้วก็ Brisbane ถือเป็นเมืองนึงที่มัน Balance มันไม่ได้มีความ Peaceful เว่อร์ สงบเว่อร์เหมือนที่ทุกคนเข้าใจนะคะเพราะว่าตอนที่หนูมาอยู่ที่คนที่นี่ก็ค่อนข้างครึกครื้นกันมากทุกคนก็สนุกสนานเฮฮา ค่อนข้างเฟรนด์ลี่ด้วย Brisbane ค่อนข้างเฟรนด์ลี่มากเดินไปทางไหนคนก็ยิ้มหัวเราะให้ ก็เลยชอบ Brisbane

แล้วก็เรื่องต่อไปก็เป็นเรื่อง Weather สภาพอากาศต่างๆ ค่อนข้างที่จะคล้ายคลึงกับบ้านเรามากๆ แล้วหนูรู้สึกว่าหนูไม่ต้องปรับตัวเยอะ คือตอนแรกอ่ะหนูรู้สึกว่าหนูอยากไป Melbourne ค่ะ เพราะอากาศมันแบบได้ใส่ชุดโคท ใส่แจคเก็จหนาๆ เฟอร์ๆ ก็คงจะรู้สึกแปลกใหม่จากบ้านเราดี แต่ว่าด้วยความที่อากาศมันเปลี่ยนอยู่ตลอดทั้งวันเลย และถ้าดูจากตอนนี้เรื่อง Covid ก็บอกได้เลยว่า Queensland คือ The best 🙂 เพราะว่า Queensland ค่อนข้างดีในหลายๆ เรื่องมากๆ คือเขาค่อนข้างที่จะมีระบบจัดการต่างๆ ค่อนข้างเร็วต่อเรื่อง Covid ด้วยแล้วก็ถ้าอย่างเรื่องที่เที่ยวหนูก็อยากมาที่นี่เพราะเรื่องที่เที่ยวด้วยคือถ้าหนูอยู่ Brisbane ก็คืออยู่ใน Queensland State ใช่มั้ยคะหนูสามารถที่จะไปเที่ยวในส่วนของ East Coast ที่มันอยู่ข้างบนอ่ะได้หลายที่มาก

คือปัจจัยนึงที่หนูอยากมาที่นี่ด้วยคือหนูอยากมาโลกใหม่ของ Australia เพราะว่ามันจะไม่เหมือนประเทศเราที่แบบว่าเจอสัตว์ แบบ Wild life ที่มันเหมือนๆ กัน เจอช้างเจออะไรแบบนี้ค่ะ แต่ที่นี่แบบเจอ Wombat ด้วยค่ะมันคืออะไรที่แบบว่าแค่ชื่อเราก็ไม่รู้จักแล้วอ่ะ แล้วเราได้มาเจอมันจริงๆ กับตัวเรา อย่างที่ประทับใจมากที่ได้เที่ยวที่ฝันไว้ว่าอยากทำมากก็ได้ทำจริงๆ อย่างเช่นการไป Snorkeling หรือพวก Scuba Dive ต่างๆ อะไรพวกนี้ถ้าเราอยู่ในโซนนี้อ่ะเราสามารถไปเจอแบบว่า Great Barrier Reef ที่เขาบอกกันว่าเป็นสิ่งที่คุณต้องไปครั้งนึงในชีวิตอะไรแบบนี้ หนูก็ว่าที่นี่ค่อนข้างเป็นโลเคชั่นที่ดีในหลายๆ เรื่องมากๆ

แล้วก็ถ้าอย่างเรื่องทำงานนี่ ตอนแรกหนูก็ไม่มั่นใจว่าควรเลือก Sydney, Melbourne หรือว่า Brisbane หรือ Gold Coast ซึ่งมันมีปัจจัยหลายๆ อย่างถ้าเป็น Sydney กับ Melbourne มันอาจจะค่อนข้างหางานง่ายด้วยความที่ธุรกิจต่างๆ มันเยอะมากแต่ว่าพอมาเป็น Brisbane กับ Gold Coast คนก็จะบอกว่าหางานยากรึป่าว พอหนูได้ไปลองหางานจริงๆ ตอนที่หนูได้ไปลอง Drop Resume จริงๆ มันไม่ได้ยากขนาดนั้นนะคะมันอยู่ที่จังหวะด้วยว่าจังหวะนั้นร้านเขาต้องการคนรึป่าวแต่ละร้านเพราะว่าอย่าง

แรกเลยถ้าคุณกล้าที่จะออกไปหางานแล้วคุณไม่ได้ซีเรียสว่าร้านจะต้องเป็นร้านไทยเท่านั้นนะฉันทำร้านอื่นไม่ได้ฉันไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษแค่่นั้นคุณก็จะตัดโอกาสของตัวเองไปแล้วแต่ถ้าคุณรู้ว่าคุณอยากพัฒนาภาษาอังกฤษไม่ต้องไปกลัวว่าภาษาอังกฤษไม่ดีตั้งแต่แรกที่ไป เพราะอันนี้ภาษาอังกฤษตอนแรกก็คิดว่าไม่แย่ แต่พอไปถึงก็แย่ 🙂

York: 🙂

Nutty: แต่พอไปก็ไม่กลัวว่าภาษาอังกฤษตัวเองมันแย่อะไรแบบนี้ก็ยังออกไปหางานตามร้านต่างๆ ที่เป็นร้านฝรั่งก็ไม่ได้ยากนะคะรอแป๊ปเดียวก็ได้เลย คือรอไม่ถึงเดือนก็ได้งานแล้วแค่ต้องกล้าที่จะออกไป Drop Resume ซึ่ง Brisbane ค่อนข้างมีโอกาสในการทำงานแล้วก็ไม่ได้มีคู่แข่งเยอะจนเกินนไปคือเมืองมันไม่ Clouded จนคนเขาต้องการหางานเยอะขนาดนั้นสำหรับหนูนะหนูก็คิดว่า Brisbane ด้วยหลักๆ หลายองค์ประกอบมันทำให้หนูรู้สึกว่าหนูควรเลือก Brisbane อันนี้คือตั้งแต่ก่อนมาถึงแล้วก็คุยกับทาง York แล้วก็แนะนำประมาณนี้ด้วยก็เลยคิดว่ามันเหมือนตอบโจทย์ว่ามันเป็นตัวเรามากที่สุดชอบอะไรที่มัน Balance ค่ะ

York: แล้วไปเรียนแรกๆ นี่เจอ Culture shock อะไรอย่างนี้ป้ะ

Nutty: โอ้ยยย 🙂 เอ่อจริงๆ อ่ะอยากแนะนำให้มา Australia มากต่อให้ไม่ใช่คนไทยต่อให้เป็นคนต่างชาติเอง ก็จะรู้สึกว่า Australia เหมือน New World ที่แบบไม่เหมือนประเทศอื่นภาษาที่พูดก็ไม่เหมือนประเทศไหนเลย

คำ Salang ต่างๆ ก็ใช้แปลกๆ แต่ว่ามันไม่ได้มีผลกระทบอะไรต่อการเรียนภาษาอังกฤษนะคะคือเหมือนกับว่าเวลาที่เพื่อนๆ จะทำอะไรหรือว่าเพื่อนๆ จะไปไหนก็จะมีภาษาอะไรที่มันแบบแปลกๆ มาคุยกับเราแล้วเราก็จะงงๆ ว่าอันนี้มันคืออะไรมันคือภาษาอังกฤษรึป่าวแต่ว่าจริงๆ แล้วพอคุยกันไปเรื่อยๆ ก็โอเคสนุกดีทุกคนฮาแบบสุดจริงๆ คนออสซี่ มันไม่รู้จะอธิบายยังไงอ่ะมันเหมือนไม่มีคำบรรยายสำหรับพวกเขาว่ามันเป็นยังไงแต่ว่าต้องลองมามันสนุกตลก J คือเราก็จะรู้ว่าถ้ายุโรป คนยุโรปเขาอาจจะแบบว่าค่อนข้างเคร่งขรึมในช่วงแรกๆ เพราะว่าหนูก็มีเพื่อนยุโรปที่นี่เยอะเหมือนกันแรกๆ อาจจะเคร่งขรึมนิดนึงพูดไม่เยอะ

แต่ออสซี่ก็จะมี Accent ของเขาดูแล้วก็เฮฮาเหมือนคุยกับจิงโจ้อย่างนี้ค่ะ J ก็เลยรู้สึกว่ามีอะไรแปลกๆเยอะ เยอะจริงๆ นะคนที่นี่สนุกดีค่ะไม่ใช่คนเขาแปลกขนาดนั้นแต่ว่าเวลาสมมุติเราไปเที่ยวขึ้นรถเราขึ้น Ferry คือเราก็จะงงๆ ว่าเขาพูดอะไรนะ โดยเฉพาะ Ferry Accent สตรองมากบางทีก็จะแบบงงแต่ว่าพอเราอยู่ไปนานๆ นะคะมันจะเข้าใจไปเองด้วยความที่หาเพื่อนเยอะด้วยเวลาไปไหนก็จะไปกับเพื่อน เพื่อนก็จะช่วยค่ะบอกว่าอันนี้คืออันนี้นะยู ยูเข้าใจป้ะ อะไรอย่างนี้ Culture shock ส่วนใหญ่เกิดจากภาษาเพราะว่ามันไม่เหมือนกับเราดูหนังอเมริกา ฟังเพลง British อะไรอย่างนี้ ส่วนใหญ่น่าจะเป็นภาษาที่ทำให้หนู Culture shock แต่อย่างอื่นหนูว่าเหมือนหนูไปเรียน

แลกเปลี่ยนบางประเทศด้วยมันก็เลยไม่ได้ Shock กับหนูมากขนาดนั้น ที่นี่ค่อนข้างเป็น Multi Cultural ด้วยค่ะซึ่งมันก็ยังมีความกลิ่นไอของเอเชียแล้วก็เวสเทิร์น Mix กันอยู่ มันก็เลยค่อนข้างที่จะไม่ถึงกับโอ้ฉันอยู่ไม่ได้นะอะไรอย่างนี้หนูค่อนข้างปรับตัวง่ายกับที่นี่มาก

York: โอเคแล้วที่ นัท ได้ไปเรียนภาษาที่ TAFE อ่ะค่ะเป็นยังไงบ้างคะ การเรียนการสอนเขาเป็นยังไงบ้างโอเคมั้ย

Nutty: โอเคคือตอนแรกเลยหนูมีหลาย Choice มากจากที่พี่เกลแนะนำมาพี่เกลแนะนำหลายโรงเรียนมากซึ่ง TAFE เนี่ยมันเป็นหนึ่งโรงเรียนเครือรัฐ ถ้าจำไม่ผิดที่พี่เกลอธิบายหนูคือมันเป็นโรงเรียนของรัฐก็เหมือนกับ Government ซึ่งอันนี้เป็นข้อดีที่หนูอยากจะบอกว่ามันเป็นข้อดีช่วง Covid ของหนูมากจริงๆ 🙂 เขามีการช่วยเหลือที่เยอะมากๆ จากรัฐกับโรงเรียนนี้แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าโรงเรียนเอกชนไม่ดีอะไรนะคะ เพราะหนูก็ไม่เคยไปสัมผัสหนูก็ตอบไม่ได้เพราะว่าใน Choice ก็มีหลายอันมากแต่ว่าหนูเลือก TAFE

เพราะว่าหนูมีความรู้สึกว่าตอนแรกเราก็ไม่รู้เนอะเราก็ไปอ่านรีวิวต่างๆ เราก็ฟังจากทาง York ด้วยรู้สึกว่า ค่าเรียนต่างๆ ตอนนั้นมีโปรโมชั่นด้วย ถ้าจำไม่ผิดตอนนั้นคือ 10 weeks ฟรี 2 weeks หนูก็เลยลง TAFE

แล้วตอนที่เข้าไปเรียนก็ค่อนข้างประทับใจมากๆ ค่ะโดยเฉพาะกับคุณครูทุกๆ คน คือคุณครูเขาคือ Native speaker จริงๆ ไม่ได้เหมือนกับบางโรงเรียนหรือว่าบางสถาบันที่อาจารย์อาจจะไม่ใช่ Native speaker ซึ่งความที่อาจารย์เป็น Native speaker ค่อนข้างได้เปรียบจากที่อื่นด้วยความที่เราฟัง Accent แบบมันจะไม่ได้ออกมาเหมือนกับหนังสือนะคะแต่มันเป็นภาษาที่เวลาเราออกไปเจอโลกภายนอกเราจะได้ยินเขาพูดแบบนี้จริงๆ แล้วก็มันจะไม่ทำให้เรา Confused ตอนเราไปเรียนด้วยเวลาเราไปเรียน Accent อื่นมาเราไปเรียนแบบสำเนียงอื่นมา อย่างของหนูโชคดีมากหนูเจอครูบริทิชกับครูอเมริกันคือเจอ 2อันนี้เลยทั้งหมดที่เรียนเลย

หนูไม่ได้เจอครู Accent อื่นเลยก็ค่อนข้างโชคดีตรงนี้แล้วก็อย่างความช่วยเหลือที่หนูบอกว่าหนูโชคดีที่หนูเรียน TAFE อย่างนึงก็คือในช่วง Covid เนี่ย TAFE มีการช่วยเหลือในเรื่องค่าใช่จ่ายคือเขาให้เราเปล่าๆ เลยประมาณ 400AUD

York: เยอะนะ 🙂

Nutty: เหมือนกับค่าเยียวยาให้เราอ่ะค่ะให้กับนักเรียน International อันนี้จริงๆ ปกติไม่มีนะคะแต่ว่าคุณครูที่ TAFE ที่เขาดูแล International student เขา Fight แล้วก็ไปขอจากทางรัฐมาให้เราค่ะอันนี้หนูก็ค่อนข้างซาบซึ้งใจกับเขาจริงๆ แล้วก็เขายังเหมือนมีแจกข้าวแจกอะไรแจกพวกของกินอ่ะค่ะ อยู่ตลอดเวลาซึ่งอันนี้ถ้าเป็นโรงเรียนเอกชนเขาก็จะไม่ได้หามาให้แล้วก็ยังมี Gift Card ต่างๆ มาให้ด้วย

แล้วก็ตอนที่เรียนถ้าพูดถึงตอนที่เรียนคือในห้องเรียนอ่ะค่ะ ในวันแรกที่ไปก็คือเขาจะให้เราสอบก่อนซึ่งเขาจะคุยกับเราก่อนที่จะสอบว่ายูมีเป้าหมายอะไรอยากทำอะไรเอ่อเรียนเพื่อจะพัฒนาภาษาอังกฤษให้พูดในชีวิตประจำวันหรือว่าอยากไปสอบอะไรมั้ยซึ่งหนูว่าทุกๆ คนที่มาเรียนเหมือนหนูน่าจะมีจุดหมายเดียวกันที่เราอยากได้ IELTS หรือไม่ก็อยากพัฒนาภาษาอังกฤษหรืออยากพูดภาษาอังกฤษเป็นแต่ว่าส่วนใหญ่ถ้าอยากเรียนต่อหรือว่า ทำงาน ต้องอยากได้คะแนนอะไรสักอย่างกลับบ้านแน่ๆ ซึ่งหนูก็บอกเขาไปว่าหนูอยากพัฒนาภาษาอังกฤษตัวเองให้หนูพูดได้อ่านคล่องฟังรู้เรื่องแล้วก็ตอนหลังตอนท้ายของคอร์สต่างๆ หนูอยากที่จะฝึกฝนตัวเองกับ IELTS ด้วยเพราะว่าหนูอยากได้คะแนน IELTS ที่จะแบบว่าไปเรียนต่อในปริญญาโท ไปเรียนต่อในอนาคต

หลังจากที่หนูเรียนจบคอร์สภาษอังกฤษกับพวกเขาไปอย่างนี้ค่ะ หลังจากนั้นเขาฟังปุ๊ปเขาก็จะบอกงั้นยูเอาข้อสอบนี้ไปทำนะแล้วเขาก็ให้หนูทำข้อสอบอันนี้แล้วเสร็จแล้วตอนแรกหนูก็ไม่ได้คิดว่าภาษาอังกฤษตัวเองแย่แบบแย่ แต่พอไปทำปุ๊ปก็แย่จริงๆ ก็ออกมาก็แย่อยู่แล้วเขาก็บอกว่ายูอยากได้ IELTS ใช่มั้ยเขาก็ให้โอกาสเรานะคะเข้าไปนั่งเรียนใน IELTS วันนึงก่อนเลยเขาบอกว่ายูเรียน IELTS นะยูเข้าไปเลยยูเข้าไปดูแต่ว่าบอกไว้ก่อนว่าคะแนนที่ออกมาถ้ามันแย่ไม่ต้องซีเรียสแค่ทำให้รู้ตัวเองว่าคะแนนเท่านี้หลังจากนี้อีก 6 เดือนค่อยกลับมาดูกันใหม่มันเหมือนทำให้มันเป็นแรงกระตุ้นว่าเราต้องพัฒนาตัวเอง ถีบตัวเองขึ้นไปอะไรอย่างนี้ค่ะหนูก็เลยไปทำ หนูก็น่าจะบอกได้คะแนนหนูไม่เป็นไรหรอก

York: บอกได้ๆ ไม่ต้องอายๆ 🙂

Nutty: ตอนแรกไปทำก็เพราะว่าด้วยความที่ไม่คิดว่ามันแย่แต่พอไปทำอย่างนี้ด้วยความที่คะแนนมันมีทั้ง 4 skill เนอะคือ skill พูดกับ skill ฟังอ่ะสูงมากสูงไปแบบ 6 กับ 5 อะไรอย่างนี้เลยอ่ะ แต่ว่าคะแนนเขียนกับคะแนนอ่านนี่ต่ำแบบต่ำมากคือลงไปแบบ 3 อะไรอย่างนี้ลงไปเยอะมากแต่ว่าพอสุดท้ายแล้วพอ Over all ที่เขาเอามาให้คือมันก็จะไม่ได้แบบว่าเป็นคะแนนจริงขนาดนั้นนะคะเพราะว่ามันเป็นแค่ test ในห้องเรียนเขาบอกว่ายูน่าจะอยู่ประมาณ 4.5 อะไรแบบนี้ซึ่งอย่างน้อยๆเรียนปริญญาโทเราก็หวังไว้ว่า 6.5

เราก็ถามเขาว่าอย่างนี้อ่ะมันพอจะมีหวังกับ 6 เดือนมั้ยทีแบบหนูจะพัฒนา IELTS ไปที่ 6.5 อะไรงี้เขาก็บอกว่าได้นะถ้ายูขยันแต่ว่าโดย averages แล้วเนี่ยคนส่วนใหญ่จะทำกันประมาณ 3 เดือน .5 หนูก็เลยบอกว่าหนูมีเวลาแค่ 6 เดือนถ้า 3 เดือน .5 หนูคงไม่ทันที่หนูจะพัฒนาขึ้นไปขนาดนั้นเพราะหนูอยากได้อย่างน้อยก็ 6.5 เขาก็บอกว่างั้นก็ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้แบบว่าอยู่กับภาษาอังกฤษทุกวันแล้วมันก็อาจจะดีขึ้นก็ได้ถ้ายูขยันหนูก็เลยโอเคได้งั้นเดี๋ยวหนูลองดู แล้วหนูก็เลยถามเขาว่าแล้วอย่างนี้หนูควรเรียนอะไรก่อน หนูรู้สึกว่าถ้าหนูเรียน IELTS เลยมันก็แค่เหมือนฝึกภาษาไปเรื่อยๆ ในแต่ละวันมันก็เหมือนฝึกกับข้อสอบ แต่มันไม่ได้ฝึก skill อื่นๆ ให้  หนูก็เลยคุยกับเขา เขาก็แนะนำว่าถ้าอย่างนั้นน่ะลองไปเรียน General English ก่อนมั้ยเพราะว่าส่วนใหญ่

คนส่วนใหญ่ถ้า IELTS ตัวเองไม่ประมาณ 5 อ่ะแล้วอยากผ่านขึ้นไป 6 อะไรแบบนี้เริ่มจาก General English ค่อนข้างจะเป็นอะไรที่ทำให้เหมือนกับเราจะไม่เครียดจนเกินไปด้วยแล้วก็ถ้าหนูจำไม่ผิดนะหนู Take course กับ General English ประมาณ Upper Intermediate แล้วเหมือนที่ Tafe อ่ะมันไม่มี Advance ก็เลยไม่สามารถเรียน Advance กับ TAFE ต่อไปได้หนูก็เรียน Upper Intermediate กับเขาแค่ประมาณ 1-2 เดือนมั้ยคะพี่เกล

York: ใช่น่าจะประมาณนั้นไม่นาน

Nutty: น่าจะประมาณเดือนเดียวด้วย เพราะหนูไปเรียน Cambridge นานมาก เพราะหนูคุยกับพี่เกลว่าหนูเปลี่ยนคอร์สแล้วแปปเดียวก็เปลี่ยนคอร์สเลยเพราะว่าที่หนูไม่สามารเรียนแบบที่เป็น Academic ได้เพราะว่าที่ TAFE มันจะเหมือนมีการสอบคือถ้าสอบไม่ผ่านก็จะไม่สามารถขึ้นไปเรียน IELTS กับ Cambridge อะไรต่างๆ ที่มันเป็นพวก Academic เทอมได้เพราะงั้นหนูก็เลยต้องรอวันที่หนูจะสอบข้อสอบนั้นหนูก็เลยเรียน Upper Intermediate รอไปแล้วระหว่างที่เรียน Upper Intermediate หนูค่อนข้างทำข้อสอบได้ดีเลยทำได้เต็มจนครูบอกว่าถ้าอย่างนั้นก็เดี๋ยวยูลองไปสอบของรอบหน้าดูนะ ถ้าสอบผ่านก็ลองไปเลือกดูว่าอยากเรียนคอร์สอะไรอันนี้ก็เหมือนมานั่งทวน Tenses ต่างๆ Vocabulary Word ต่างๆ ที่เราแบบว่าบางทีพอเราไม่ได้ใช้เราก็จะลืมและวันแรกอยู่ๆ ไปถึง Australia วันแรกเราก็มาสอบเลยก็คงเหมือนมันไม่ได้ Reboots อะไรเลยมันยังตื่นเต้นอยู่ก็จะค่อนข้างแย่คะแนนสอบเพราะฉะนั้น

ใครก็ตามที่ถ้าไปสอบแล้วคะแนนสอบออกมาแย่ในวันแรกก็อย่าเตรียดนะคะเพราะเหมือนกับว่าหนูรู้สึกว่าหนูพัฒนามาได้จากวันนั้นเยอะมากๆ จริงๆ คะแนนต่ำอาจจะทำให้เรารู้สึกดีตอนเราพัฒนาก็ได้ แล้วทีนี้หนูก็เลยไปสอบที่เขาให้สอบหนูก็ผ่านเกณฑ์ของคะแนนเขาทีนี้เขาก็มีทางเลือกให้เราเลือกว่าเราอยากเลือกอะไรระหว่าง Cambridge Course กับ IELTS ตอนนี้หนูก็ต้องมานั่งทำความเข้าใจก่อนว่า Cambridge คืออะไร IELTS คืออะไร แล้วหนูจะใช้กับอะไรและแต่ละอย่างสอนยังไงหนูก็เลยไปถามเขา เขาก็จะอธิบายก่อนว่า IELTS คืออะไรแล้วก็หลังจากอธิบายบอก Trick ต่างๆ ที่ทำให้เราไปทำข้อสอบได้ เขาก็จะให้เรานั่งทำข้อสอบ จริงๆ แล้ว 1 อาทิตย์เนี่ยจะเรียนแค่ จันทร์ ถึง ศุกร์  มันก็จะมีหนูไม่แน่ใจแต่จะเหมือนให้เราไปนั่งทำข้อสอบกับเขาประมาณ 3-4 วันที่ทำข้อสอบ แล้วเขาก็จะมานั่งอธิบาย Trick ต่างๆ ประมาณ 1-2 วันต่อ weeks

แล้วตอนที่จบคลาสเนี่ยก็จะมาดูว่าทำไมเราถึงผิดตรงนี้เราจะทำยังไงที่จะแก้ไขปัญหาที่ทำให้เราพัฒนาคะแนนเรามากขึ้นซึ่งมันไม่ตอบโจทย์หนู หนูอยากพัฒนาภาษาอังกฤษในมุมอื่นที่ไม่ใช่มุมข้อสอบ หนูก็เลยไปถามว่าแล้ว Cambridge เป็นยังไงหนูก็เลยถามเขาแล้วก็ถามจากเพื่อนด้วยค่ะที่หนูมีเพื่อนเรียน Cambridge ด้วย เรียน IELTS ด้วยค่ะก็เลยเปรียบเทียบได้ค่ะ และก็มี EAP ด้วยเดี๋ยวจะอธิบายให้ฟังอีกรอบค่ะ

เดี๋ยวอธิบายเรื่อง Cambridge ก่อนคือมันจะมี 2 อย่างที่เขาให้เรียนก็คือ FCE กับ ACE ซึ่งถ้าเราเรียนผ่าน FCE ไปได้ 60% มันก็จะเหมือนกับเราทำ IELTS ถ้าเทียบคร่าวๆ นะคะมันอาจจะไม่ได้เหมือนเป๊ะ เหมือนว่าคุณทำ IELTS ผ่านประมาณ 5.5 แล้วถ้าคุณทำ CAE ผ่านอย่างน้อยๆ คุณจะผ่านแน่ๆ ของ IELTS คือ 6.5 อันนี้จากที่หนูถามครูมาอีกทีครูเขาก็เปรียบเทียบให้ฟังคร่าวๆ แต่จริงๆ แล้วมันใช้กันคนละระบบและจริงๆ แล้วทั้ง Cambridge และ IELTS สามารถที่จะไปใช้กับมหาวิทยาลัยต่างๆ ในอังกฤษในออสเตรเลีย ได้แต่ว่าก็ต้องไปเทียบไปดูอีกทีว่าแต่ละมหาวิทยาลัยเขาใช้คะแนนอะไรแต่ว่าโดยส่วนมากอังกฤษกับออสเตรเลียจะใช้หลายๆ อย่างคล้ายกันเพราะฉะนั้น 2 อย่างนี้ใช้ได้หมดเลย

หนูก็เลยถามเพื่อนว่าแล้วที่ไปเรียนอ่ะ Cambridge เป็นยังไง ทีนี้ค่อนข้างเซอร์ไพรส์หนูมากเพราะ Cambridge ไม่ได้เรียนกับข้อสอบคือเขาไม่ได้เอาข้อสอบมาให้คุณทำแต่ว่าสิ่งที่เขาจะให้ทำก็คือฝึกฟังพูดอ่านเขียนหมดเลยค่ะฝึกทุกอย่างในแต่วันฝึกทุก skill ในแต่ละวัน ก็เรียนประมาณ 2 บทต่อวัน ค่อนข้างที่จะ Intensive นิดนึงเหมือนต้องแอคทีฟตลอดเวลาการบ้านก็จะเยอะขึ้น งานเขียนอย่างน้อยๆ weeks นึงจะต้องมีไม่ต่ำกว่า 2 งานแน่ๆ เพราะว่าเรียนเรียน 2 ต่อวันใช่มั้ยคะเพราะงั้นงานเขียนต้องมีไม่ต่ำกว่า 2 แน่ๆ เหมือนคือมันต้อง Force ตัวเองให้มันกระตือรือร้นมากขึ้นกับ Cambridge แล้วก็ด้วยความที่หนูไม่ชอบแบบว่านั่งทำข้อสอบเฉยๆ หนูก็เลยมองว่าเออมันดูน่าสนใจนะไปลองเรียนดูหน่อยดีกว่า เพราะว่าตอนที่หนูเรียนอ่ะหนูสามารถที่จะเปลี่ยนคอร์สได้แบบทันทีเลยถ้าหนูไม่โอเคก็คือขอเขาแล้วตอนที่เขาว่างเขาก็จะจัดเข้าไปให้

แล้วก็พอเข้าไปเรียน ในห้องเรียน Cambridge จำนวนนักเรียนเนี่ยเห็นได้ชัดว่าเปลี่ยนแปลงไปจาก General English ตอนที่เรียน General English เนี่ยก็บอกตรงๆ ว่าไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่กับจำนวนนักเรียนเพราะว่ามีน่าจะแบบ 15-17 คนเลยล่ะค่ะใน 1 ห้องกับคุณครู 2 คนแต่สลับกันนะไม่ใช่ครูมาวันละ 2 คน หนูก็เลยไม่ค่อยชอบตอนที่หนูเรียน General English เท่าไหร่ก็บอกตรงๆ แต่ว่าตอนที่เข้าไปเรียน Cambridge คนน้อยลงเยอะเลยมันน่าจะประมาณสัก 10 คนได้มั้งคะ

York: ก็น้อยนะ

Nutty: 10-12 คนประมาณนี้เพราะว่ามันเหมือนคุณต้องสอบให้ผ่านก่อนถ้าสอบไม่ผ่านก

เรียนต่ออังกฤษ

เรียนภาษาที่อังกฤษ

เรียน High school ที่อังกฤษ

เรียน Certificate ที่ออสเตรเลีย

เรียนต่ออเมริกา

เรียนภาษาที่อเมริกา

เรียนปริญญาตรีที่อังกฤษ

เรียน Diploma ที่ออสเตรเลีย

เรียนต่อออสเตรเลีย

เรียนภาษาที่ออสเตรเลีย

เรียนปริญญาโทที่อังกฤษ

เรียนปริญญาตรีที่ออสเตรเลีย

เรียนต่อนิวซีแลนด์

เรียนภาษาที่นิวซีแลนด์

เรียน High school ที่อเมริกา

เรียนปริญญาโทที่ออสเตรเลีย

เรียนต่อแคนาดา

เรียนภาษาที่แคนาดา

เรียนปริญญาตรีที่อเมริกา

เรียนแฟชั่นที่ Marangoni

เรียนต่อสวิตเซอร์แลนด์

เรียนการโรงแรมที่สวิตเซอร์แลนด์

เรียนปริญญาโทที่อเมริกา

เรียนทำอาหารที่ Le Cordon Bleu

York Institute 90 Fifty Fifth Thonglor, Unit 4L4 (4th. Fl.), Sukhumvit 55 (Thonglor 2), Bangkok 10110 THAILAND Tel: (66) 2-009-1172, (66) 94-916-1644, (66) 94-661-9626 Email: info@york-institue.com Copyright © 2019 All Rights Reserved.